มือขโมยเทพดากับโฉมงามเทพยงอน
บทนำ
ดึกสงัด
วิกาลข้างแรม
ท้องฟ้ามืดมิดไร้แม้แสงดวงดาว
บรรยากาศเงียบวังเวง
ทุกบ้านเรือนต่างดับโคมไฟพักผ่อนหลับนอน ยินแต่เสียงสุนัขเห่าหอนแว่วแต่ไกล
ตึกใหญ่สูงเด่นอยู่กลางหมู่ตึกรายล้อม โครงสร้างอิฐหินทมึนดูราวยักษ์โบราณยืนหลับใหลในเงามืด
ภายในเป็นโถงใหญ่มีแสงจากคบไฟวางเด่นอยู่กลางห้อง เมื่อขยับใกล้จึงพบว่า แสงนั่นหาใช่คบไฟ แต่เป็นแสงสะท้อนจากไข่มุกเม็ดใหญ่เจิดจ้าแวววาว
ไข่มุกล้ำค่าตั้งบนฐานสีทองเหลืองอร่ามสลักลวดลายราวเครื่องทองล้อมอัญมณี
พลันมีเส้นเชือกทิ้งปลายลงมาสะบัดอยู่เหนือมุกเม็ดงาม มีเงาร่างไหลรูดลงมาจนใกล้มุกแค่เอื้อม มันสวมชุดดำพลางใบหน้าเห็นแต่ดวงตา ใช้ขาไขว้เกี่ยวเชือกห้อยศีรษะล้วงมือเข้าในอกเสื้อหยิบเอามุกอีกเม็ดออกมา ค่อยประคองมุกบนฐานทองช้า ๆ ขยับมุกอีกมือเข้าใกล้ สั่นเล็กน้อย มันถอนมือกลับ
สูดหายใจลึกแล้วเริ่มใหม่
ขยับมุกในมือซ้ายเข้าประชิดมุกบนฐาน อุ้งมือขวาโอบมุกบนฐานไว้ เม็ดเหงื่อเริ่มไหล มันถอนมือปาดเหงือจากนั้นยื่นลงไปประคองมุกบนฐานทองอีกครั้ง
พริบตาที่มันคว้ามุกออกจากฐานมืออีกข้างวางมุกลงบนฐานอย่างรวดเร็ว
มันเบิกตาลุกโพลงเพ่งมองมุกบนฐาน จากนั้นถอนใจสอดมุกเพิ่งได้มาไว้ในอกเสื้อ
ยินเสียงครืดคราด สักครู่มีตะแกรงเหล็กเคลื่อนจากผนังห้องเข้ามาห้อมล้อมฐานมุกไว้ มันรีบหดหัวหลุดรอดจากคมตะแกรงเหล็กหวุดหวิด แต่แล้วยังมีตะแกรงชั้นที่สองเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว มันรีบม้วนตัวขึ้น เสียงตะแกรงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ยังมีตะแกรงชั้นที่สาม ที่สี่ ที่ห้า
มันพลิกร่างกระตุกเชือกโผทะยานขึ้นไป
มีเสียงร้องจากภายนอก “ขโมย! ขโมย!” เสียงฝีเท้าสับสนอลหม่าน ปลายเชือกถูกกระตุกขึ้นพร้อมบานประตูใหญ่ถูกผลักออก ผู้คนถือคบไฟกรูเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น
คนใบหน้ากลมรูปร่างท้วมใหญ่ศีรษะเถิกแหวกกลุ่มออกมาเลิกคิ้วจ้องมองที่กลางโถง
ตะแกรงเหล็กแน่นหนาล้อมรอบฐานทองเหลืองอร่าม มุกเม็ดงามยังคงเปล่งประกายแวววาว
คนผู้นั้นถอนใจโล่งอก
Kratomtuleedin Production Presents
มือขโมยเทพยดา
กับโฉมงามเทพยงอน
ประมูลมุกมังกร
-๑-
ตึกสำนักเทิดธรรมนับเป็นตึกสูงใหญ่หลังหนึ่งในนครหลวง ฝีมือออกแบบก่อสร้างของช่างจากธิเบตวิจิตรอลังการ ตัวตึกประดับประดาด้วยสีทองสุกปลั่งมองเห็นแต่ไกล
สำนักเทิดธรรมสร้างชื่อเป็นสถานที่ประมูลวัตถุล้ำค่ามาหลายสิบปีจนผงาดขึ้นเป็นสำนักประมูลอันดับหนึ่ง เลิศศิลปะวัตถุเลอค่า ทั้งยากยิ่งจะพบพานทุกแขนงจากทุกมุมโลก เพชรพลอยอัญมณียอดมงกุฏที่อยู่ในครอบครองของคหบดีเก้าในสิบท่านล้วนเคยผ่านสถานที่แห่งนี้
ชื่อเสียงด้านความถูกต้องเที่ยงธรรม รักษาความปลอดภัยเข้มแข็ง สินค้าประมูลทุกชิ้นล้วนมีประกาศนียบัตรเที่ยงแท้รับรองลงนามโดยผู้เกี่ยวข้องหรือผู้สืบสกุล ล้วนได้การยอมรับจากทุกฝ่าย
กิจการประสบผลสำเร็จนับสิบปี สร้างชื่อเสียงขจรขจายและทรัพย์สินเงินทองให้สำนักเทิดธรรมจนยิ่งใหญ่เป็นที่รู้จักจากชายฝั่งทะเลจรดดินแดนเปอร์เชีย
แผ่บารมีรัศมีสามสิบลี้รอบสำนักต้องมีสักคนในหนึ่งครอบครัวเป็นคนของสำนักเทิดธรรม
ทั้งหมดสืบเนื่องจากวางรากฐานอย่างสุขุมรอบคอบของคนผู้หนึ่ง
ท่านรับขนานมาจากผู้คน ‘เถ้าแก่เทิดธรรม’ วันเวลากินดีอยู่ดีกำนัลรูปร่างเจ้าเนื้ออวบอ้วนใบหน้ากลมแดงปลั่ง ทรัพย์สินเงินทองที่เคลื่อนเข้าเก็บในคลังสมบัติของสำนักล้วนแลกเปลี่ยนด้วยกำลังสมองครุ่นคิดท่านหยิบเส้นผมที่หลุดร่วงขึ้นมาเพ่งพินิจแล้วอมยิ้มอย่างปลาบปลื้มเพราะนั่นหมายถึงทรัพย์สินที่ขยับเพิ่มจำนวนขึ้น กระทั่งสำนักเทิดธรรมร่ำรวยครองอันดับต้น ๆ ของการจัดลำดับทำเนียบกิจการที่ประสพความสำเร็จในนครหลวง ศีรษะของท่านก็พอดีกลายเป็นล้านเลี่ยน
หลายวันมานี้ สำนักเทิดธรรมมีการคุ้มกันเข้มงวด
คนในมิให้ออกคนนอกเพียงฝากถ้อยคำ เสบียงอาหารจัดเตรียมไว้เพียงพอระยะเวลาร่วมสัปดาห์โดยไม่ต้องจัดซื้อเพิ่มเติม หน่วยรักษาความปลอดภัยทุกคนล้วนอำลาลูกเมียไม่กลับบ้านเป็นการชั่วคราว
ทั้งหมดล้วนเพื่อวันนี้ วันที่สำนักเทิดธรรมเปิดประมูลไข่มุกล้ำค่าฮ่องเต้ในอดีตพระราชทานแก่สนมคนโปรด ไข่มุกถูกเก็บรักษาต่อมาอีกหลายรุ่นจนถึงมือเถ้าแก่เทิดธรรม
เม็ดไข่มุกลูกกลมเท่ากำปั้น สีงาช้างเลื่อมพราย ดูคล้ายเคลือบด้วยวัตถุวาวใสอีกชั้น เชื่อกันว่าเป็นมุกจากปากมังกร จึงได้รับนาม ‘ไข่มุกมังกร’
ข่าวประมูลมุกมังกรแพร่กระจายโดยสำนักสาขาในทุกมณฑลอย่างรวดเร็ว คหบดี เจ้าผู้ครองนคร พ่อค้าวานิชมั่งคั่งทั่วสารทิศเดินทางเข้านครหลวงล้วนรอคอยวันนี้
วันที่ประตูสำนักเทิดธรรมเปิดรับอาคันตุกะอีกครั้ง
-๒-
วันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๑๐
รอบสำนักเทิดธรรมซุ่มไว้ด้วยหน่วยรักษาความปลอดภัยพร้อมอาวุธ อีกหน่วยเดินปะปนกับฝูงชน บ้างคอนหาบเป็นพ่อค้าเร่ เป็นขอท่านจรจัด คอยจับตาผู้มีพิรุธที่อาจแฝงกายก่อปัญหา
ข่าวการประมูลมุกมังกรแพร่สะพัดไปทั่ว ไม่เพียงดึงดูดเหล่าคหบดีนักนิยมสะสมวัตถุโบราณล้ำค่ายังชักชวนยวนใจเหล่ามิจฉาชีพจากทั่วทิศให้มาชุมนุมราวนัดหมาย
หลายวันมานี้ผู้คนในสำนักเทิดธรรมหาได้หลับสนิทตาเลย มีบ้างยังคาดหวังให้วันประมูลนี้ผ่านพ้นโดยเร็ว
บานประตูใหญ่สำนักเทิดธรรมเปิดกว้าง ถนนทอดสู่ตัวตึกปูลาดด้วยพรมแดงจากเปอร์เซียทอดยาวเข้าสู่ห้องโถงประมูลสินค้า
ภายในโถงกว้างใหญ่ยามนี้แออัดด้วยแขกเหรื่อสวมชุดเสื้อผ้าหลากสีสันแปลกตา ทั้งหมดล้วนนั่งประจำที่ เสียงพูดคุยเจรจาศัพท์สำเนียงภาษาต่างถิ่นระงมทั่ว แขกเหรื่อมาหลังต้องยืนบริเวณท้ายห้อง
การประมูลกำลังจะเริ่มขึ้น
-๓-
เงินพวงหนึ่งเป็นนามของบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้ช่วยเข้มแข็งของเถ้าแก่เทิดธรรมตลอดมา มันอาศัยในสำนักเทิดธรรมแต่เยาว์วัย บิดามารดาของมันรับใช้ในสำนักจนล่วงวัยชรายังคงรับการดูแลจากเถ้าแก่เป็นอันดี
มันเติบโตจากเด็กรับใช้ทั่วไป หมั่นสนใจศึกษางานในสำนักจนรับตำแหน่งหน้าที่เติบกล้าตามวัย ภูมิปัญญาปฏิภาณของมันประดุจหอกคมกระบี่ดีเล่มหนึ่งยิ่งลับยิ่งฉายประกายเจิดจ้า มันได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา
บัดนี้ภายในสำนักเทิดธรรมมันเพียงฟังคำสั่งคนผู้หนึ่ง พวกที่เหลือล้วนต้องฟังคำสั่งมัน
มันแต่งกายด้วยแพรพรรณเลิศหรูราคาแพง ผมยาวรวบไว้เบื้องหลังใบหน้าสะอาดคมสันหมดจด
ก้าวออกมายังแท่งพิธี ประสานมือกล่าวกับบรรดาผู้เข้าร่วมการประมูล
“สำนักเทิดธรรมคับแคบไม่อาจรับรองทั่วถึงขอทุกท่านอภัยด้วย” มันหยุดคำ จากนั้นกวาดตาไปทั่วห้อง โถงใหญ่สงบเงียบไร้แม้เสียงลมหายใจ มันกล่าวต่อว่า
“ข้าพเจ้าจะไม่พร่ำพิไร ทุกท่านเดินทางไกลมาวันนี้เพื่อของสิ่งนี้ ข้าพเจ้าจะเปิดโอกาสให้ทุกท่านชมชั่วครู่ จากนั้นจะเริ่มดำเนินการประมูล”
กล่าวจบมันผงกศีรษะให้คนด้านข้าง ข้างกายมันมีวัตถุสีดำยกสูงขึ้นจากพื้นช้า ๆ รอจนวัตถุนั่นหยุดนิ่งมันยื่นมือดึงผ้ากำมะหยี่ออก เผยเห็นมุกกลมขนาดกำปั้นสะท้อนประกายแวววาวอยู่บนฐานทองสลักลวดลายเหลืองอร่าม ผู้คนพากันยื่นหน้าเบิ่งตาลุกโพลงส่งเสียงฮือ
เงินพวงหนึ่งหน่วงเวลาชั่วครู่ให้คนในโถงชมมุกมังกร จากนั้นกล่าวโดยเน้นเสียง
“ทุกท่านล้วนทราบความพิเศษของสินค้ารายนี้จากเทียบเชิญแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวมากความ ราคาประมูลเริ่มต้นที่หมื่นตำลึง”
เงินพวงหนึ่งกวาดตารอบโถง
มีป้ายราคายกขึ้นทั่วทั้งโถงในเวลาใกล้เคียงกัน มันกวาดตารอบเดียวก็สามารถระบุป้ายให้ราคาสูงสุดทั้งยังสามารถระบุนามผู้เสนอราคาราวรู้จักทุกผู้คนเข้าร่วมประมูล
“พันชั่งอุดรห้าหมื่นตำลึง” มันประกาศ สิ้นเสียงป้ายประมูลลดต่ำลงและถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็ว มันกวาดตาอีกรอบ “ตัวแทนศุลต่านอับดุลลาห์แสนตำลึง” มีเสียงฮือดังขึ้น เงินพวงหนึ่งชี้มือไปที่คนแถวหน้าสุด “จ้าวเกาะเลิศรุจีแสนห้าหมื่นตำลึง”
พันชั่งอุดรยกป้ายอีกครั้ง เงินพวงหนึ่งประกาศในทันที “พันชั่งอุดรสามแสนตำลึง”
ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห์ยกป้ายขึ้น “ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห์สามแสนห้าหมื่นตำลึง” เงินพวงหนึ่งเคลื่อนสายตาพร้อมส่งเสียง “ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห์สามแสนห้าหมื่นตำลึงนับครั้งที่หนึ่ง”
จ้าวเกาะเลิศรุจีขมวดคิ้วจ้องมุกมังกรเขม็ง เสียงเงินพวงหนึ่งร้องย้ำ “ตัวแทนสุลต่านอับดุลลา..” จ้าวเกาะเลิศรุจียกป้าย เงินพวงหนึ่งชี้มือ “จ้าวเกาะเลิศรุจี สี่แสนตำลึง”
พลันที่มุมห้องมีป้ายชูขึ้น เงินพวงหนึ่งหันขวับพร้อมประกาศ “เสนาบดีหม่าห้าแสนตำลึง”
ยามนี้ผู้เข้าประมูลที่เหลือล้วนหันหน้าปรึกษาคนนั่งข้าง ไม่มีผู้ใดยกป้ายประมูลขึ้นอีก เงินพวงหนึ่งกวาดตามอง ใบหน้ามันสงบนิ่งราวรูปสลักภายในใจกลับพลุ่งพล่าน การประมูลรายนี้เถ้าแก่ตั้งเป้าหมายไว้ถึงล้านตำลึง นั่นจึงทำให้สำนักเทิดธรรมครองอันดับหนึ่งทำรายได้สูงสุดในนครหลวง มาได้เพียงครึ่งทาง ดูเหมือนผู้เข้าประมูลเริ่มปรึกษากันแล้ว นั่นเป็นลางร้ายสำหรับมัน ผู้มีประสบการณ์ย่อมล่วงรู้การประมูลรายนี้กำลังจะยุติ ไฉนเถ้าแก่จึงมั่นใจจะต้องได้ราคาที่ล้านตำลึง
เสนาบดีหม่ายิ้มอย่างลำพองใจ ท่านย่อมได้รับสัญญาณเช่นเดียวกัน ดูเหมือนการประมูลจะยุติลงที่ท่าน
เงินพวงหนึ่งนับซ้ำครั้งสอง
แต่แล้วป้ายถูกยกขึ้น “ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห้าแสนห้าหมื่นตำลึง” เงินพวงหนึ่งเผลอยิ้มมุมปาก
ผู้คนในห้องนั่งแข็งทื่อ พวกที่ยกป้ายสู้ราคาพากันส่ายหน้าทอดถอนใจ เงินพวงหนึ่งขมวดคิ้วมองไปรอบห้องพลางส่งเสียง “ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห์ห้าแสนห้าหมื่นตำลึงนับครั้งที่หนึ่ง” ไม่มีผู้ใดขยับ เงินพวงหนึ่งกล่าวย้ำ “ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห้าแสนห้าหมื่นตำลึงนับครั้งที่สอง”
เสนาบดีหม่าเม็ดเหงื่อชุ่มใบหน้ากัดฟันเขียนราคายกป้ายขึ้น เงินพวงหนึ่งหันขวับ เสนาบดีหม่าลดป้ายลงก้มหน้าตัดใจยอมละทิ้งความหวังครอบครองมุกค่าควรเมือง เงินพวงหนึ่งประกาศโดยเน้นเสียง “ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห์ห้าแสนห้าหมื่นตำลึงนับครั้งที่” มันหยิบฆ้อนแล้วเงื้อขึ้นเตรียมทุบ “สา..”
พลันชะงักเสียงชี้นิ้วไปที่ท้ายห้อง “คุณชายบ้านสนเย็นหกแสนตำลึง” ผู้คนพากันหันมอง
ตรงนั้นยืนไว้ด้วยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งจมูกโด่งคิ้วเข้มประกายตาเริงร่าริมฝีปากคล้ายแย้มยิ้มตลอดเวลา คนเช่นนี้หากยืนอยู่ข้างกายท่านเชื่อว่าท่านจะลืมเรื่องยากใจไปสักชั่วคราว มันถือป้ายยืนกอดอกแย้มยิ้มปลอดโปร่งโล่งใจราวกับว่าเงินหกแสนตำลึงที่เพิ่งประมูลไปมีค่าหกอีแปะ
-๔-
เงินพวงหนึ่งขานซ้ำ “คุณชายบ้านสนเย็นหกแสนตำลึงนับครั้งที่หนึ่ง” ไร้ความเคลื่อนไหว ตัวแทนสุลต่านอับดุลลาห์นั่งนิ่งแววตาเลื่อนลอยคล้ายดวงจิตหนีหายจากร่าง พวกที่เหลือพากันถอนใจส่ายหน้า
เงินพวงหนึ่งย้ำ “คุณชายบ้านสนเย็นหกแสนตำลึงนับครั้งที่สอง” มีเสียงกังวานหวานจากคนในแถวหน้า “ท่านไม่ต้องนับต่อไป มุกมังกรเม็ดนั้นเป็นของเรา”
ผู้คนมองตามเสียงเห็นสตรีนางหนึ่งเกล้ามวยผมลำคอระหงอาภรณ์ตัดเย็บอย่างดี ยกป้ายประมูลราคา
เงินพวงหนึ่งรีบประกาศ “กุลสตรีผีเสื้อหยกเจ็ดแสนตำลึง” ถ้อยประกาศไม่จบคำเหลือบเห็นบุรุษหนุ่มท้ายห้องยกป้ายขึ้น เงินพวงหนึ่งประกาศต่อในบัดดล “คุณชายบ้านสนเย็นเจ็ดแสนห้าหมื่นตำลึง” กุลสตรีผีเสื้อหยกที่ด้านหน้าไหนเลยยินยอม นางกล่าวคำ “เป็นของข้าพเจ้า” พร้อมชูป้าย เงินพวงหนึ่งข่มความลิงโลดร้องออกไป “กุลสตรีผีเสื้อหยกแปดแสนตำลึง” เช่นเดียวกับหนก่อน “คุณชายบ้านสนเย็นแปดแสนห้าหมื่นตำลึง”
สายตาทุกคู่ในห้องโถงยามนี้จับจ้องอยู่ที่ลำคอระหง ต่างพนันกับใจตนเดาว่านางจะสู้ราคาหรือไม่ แต่แล้วทุกคนต้องผงะเมื่อนางหันขวับมาด้านหลัง คิ้วเข้มคมขมวดหากันอยู่เหนือดวงตากลมใส
คุณชายบ้านสนเย็นยกมือทักทายยังคงแย้มยิ้มเย็นใจ
นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เป็นของข้าพเจ้า” หันกลับไปชูป้ายราคาขึ้น เงินพวงหนึ่งประกาศ “กุลสตรีผีเสื้อหยกเก้าแสนตำลึง” มันร้องสืบไป “คุณชายบ้านสนเย็นหนึ่งล้านตำลึง”
กุลสตรีผีเสือหยกพลันผุดลุกขึ้น ยามนี้ทุกคนจึงพบเห็นทรวดทรงเอวองค์ที่โปร่งบางสะอางค์โฉม นางร้องเฮอะคำหนึ่งจากนั้นสะบัดหน้าเดินออกประตูโดยมีดรุณีน้อยอีกนางจ้ำตามไม่ห่าง
เงินพวงหนึ่งประกาศ “คุณชายบ้านสนเย็นหนึ่งล้านตำลึงนับครั้งที่หนึ่ง” ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อน “คุณชายบ้านสนเย็นหนึ่งล้านตำลึงนับครั้งที่สอง” ความลิงโลดเปี่ยมล้นไม่อาจปิดไว้บนสีหน้าและน้ำเสียงเงินพวงหนึ่งประกาศพร้อมฉวยฆ้อนขึ้น “คุณชายบ้านสนเย็นหนึ่งล้านตำลึงนับครั้งที่..” มันเงื้อฆ้อน “…สาม” พร้อมทุบลงไปเสียงดังปัง!
“มุกมังกรสมบัติเลอค่าของฮ่องเต้ในอดีตเป็นของคุณชายบ้านสนเย็นด้วยราคาประมูลหนึ่งล้านตำลึงทอง!”
เสียงปรบมือดังก้องไปทั้งโถง เงินพวงหนึ่งประกาศต่อว่า
“เชิญตรวจสอบสินค้า”
คุณชายบ้านสนเย็นพยักหน้าให้บุรุษหนุ่มยืนด้านข้าง คนผู้นั้นจ้ำยาวมาส่วนหน้า หยิบมุกมังกรขึ้นลูบคลำไปมาสักพักค่อยเดินกลับไปกระซิบกับคุณชายบ้านสนเย็น เงินพวงหนึ่งประกาศว่า
“หลังตรวจสอบสินค้าเชิญติดต่อเจ้าหน้าที่วางเงินมัดจำ สำนักเทิดธรรมจะจัดส่งโดยไม่คิดมูลค่าหลังจ่ายเงินครบจำนวน”
“เรื่องนั้นเห็นจะไม่ต้องรบกวนสำนักเทิดธรรมแล้ว” คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวอย่างเฉื่อยชา เหล่านักสะสมวัตถุล้ำค่าหันมอง เงินพวงหนึ่งถามว่า
“ความหมายของท่าน?”
“มุกเม็ดนั้นเป็นของปลอม”
OOO
มังกรล่อแก้ว
-๑-
คุณชายบ้านสนเย็นก้าวออกจากประตูใหญ่สำนักเทิดธรรมคนสุดท้าย จากนั้นประตูสำนักถูกปิดสนิท มันเดินมือไพล่หลังตามองสินค้าสองข้างทางริมฝีปากแฝงรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ไผ่เขียวที่ด้านข้างไม่อาจอดใจ เอ่ยถามขึ้นว่า
“เถ้าแก่เทิดธรรมกล่าวกระไร ท่านจึงปลอดโปร่งโล่งใจกระนี้?”
คุณชายสนเย็นหันมาย้อนถาม
“ท่านลองเดา?”
ไผ่เขียว ขมวดคิ้วครุ่นคิดชั่วครู่ค่อยกล่าว
“ยกธิดาคนสุดท้องให้ท่านปลอบขวัญสำหรับเหตุสุดวิสัยครั้งนี้”
คุณชายบ้านสนเย็นหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
“ยกลูกสาวคนเล็กให้ข้าพเจ้าทางที่ดีแถมเชือกข้าพเจ้าสักเส้น”
“เพราะกระไร?”
“ไว้ผูกคอหนีนาง”
กล่าวจบทั้งสองส่งเสียงหัวร่อไปตามท้องถนน ไผ่เขียวย้ำถาม
“หรือท่านไม่คิดบอกจริง ๆ”
“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเกียรติภูมิสำนักเทิดธรรม บอกท่านอย่าได้แพร่งพราย” ไผ่เขียวผงกศีรษะ คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวต่อว่า “เถ้าแก่ขอเวลาหนึ่งเดือนนำมุกมังกรแท้กลับคืนมา” มันส่งยิ้มเบือนหน้ามองตามดรุณีเยาว์วัยสองนางที่ย่างกรายชดช้อยสวนไป ค่อยกล่าว “ข้าพเจ้าเพียงหวังอย่าได้คืนมาเลย”
ไผ่เขียวหันมอง ถามด้วยความฉงน “ไยเป็นเช่นนั้น?”
“หากไม่ได้คืนภายในหนึ่งเดือนสำนักเทิดธรรมจะชดใช้อีกเท่าของราคาประมูล เปลี่ยนเป็นท่านพอใจข้อใด?”
ทั้งสองหัวร่อฮาฮาอีกครั้ง เสียงหัวร่อของคุณชายบ้านสนเย็นพลันชะงัก รู้สึกคล้ายกับว่าบนศีรษะมีแมลงกัดต่อยใช้มือปัดหลายครั้งยังคงเดิม ครั้นแหงนมองไม่เห็นอะไร เดินต่ออีกก้าวยังเป็นดังเก่า
“คุณชาย มีอะไร?” ไผ่เขียวถาม
“มีอะไรสักอย่างตกใส่ศีรษะข้าพเจ้า”
ไผ่เขียวก้มหยิบวัตถุชิ้นเล็ก ส่งให้คุณชายบ้านสนเย็น มันขมวดคิ้วมองเม็ดถั่วในฝ่ามือจากนั้นแหงนหน้ามองระเบียงเหลาข้างทาง กล่าวว่า
“เราแวะดื่มน้ำชาสักครู่เป็นไร?” กล่าวจบก้าวนำเข้าในเหลาโดยมิรอคำตอบ
ทั้งคู่เดินขึ้นชั้นสองเลือกโต๊ะใกล้ระเบียงสามารถมองเห็นผู้คนบนถนน โต๊ะติดกันนั่งไว้ด้วยดรุณีน้อยสองนาง
คุณชายบ้านสนเย็นนั่งลงสั่งน้ำชาหนึ่งป้านขนมเปี๊ยสองชิ้น จากนั้นถามไผ่เขียวขึ้นว่า
“ท่านคิดสั่งถั่วเค็มสักจานหรือไม่?”
ไผ่เขียวส่ายหน้า กล่าว “ข้าพเจ้ายังไม่คิดขว้างปาศีรษะผู้ใด”
“ข้าพเจ้านับว่าเข้าใจผิดพลาดตลอดมา”
ไผ่เขียวส่งเสียงอืมม์ ถามว่า
“เป็นเรื่องราวใด?”
“ถั่วเค็มที่แท้ใช่สำหรับรับประทานเป็นใช้สำหรับปาศีรษะผู้คน” ทั้งคู่ส่งเสียงหัวร่อฮา ไผ่เขียวรับป้านชารินใส่ถ้วย ยินเสียงใสราวระฆังหยกจากโต๊ะด้านข้าง
“คนผู้หนึ่งหากครอบครองมุกมังกรค่าควรเมือง บนโต๊ะกลับมีแค่ขนมเปี๊ยะสองชิ้นกับชาหนึ่งป้าน นกกระจิบเจ้ารู้สึกว่าน่าอนาถไปสักเล็กน้อยหรือไม่?”
ดรุณีน้อยนั่งตรงข้ามผงกศีรษะ เสียงใสกังวานกล่าวต่อว่า “เจ้าเองต้องระมัดระวังให้มากไว้ ในใต้หล้าเต็มด้วยผู้ดีจอมปลอม มีบ้างวางท่าเขื่องโขไส้ในกลับเปล่ากลวง อย่าให้พวกมันหลอกลวงเอาได้”
ดรุณีน้อยได้แต่ผงกศีรษะ คุณชายบ้านสนเย็นแย้มยิ้มกล่าวกับไผ่เขียว
“ไผ่เขียวเจ้าเคยพบเห็น ศีรษะผู้คนที่คล้ายตอไม้หรือไม่?” ไผ่เขียวส่ายหน้า คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวต่อว่า
“มีสัตว์โลกชนิดหนึ่งชมชอบขว้างปาสิ่งของใส่ศีรษะผู้คนเพราะเห็นเป็นไม้ตอหนึ่ง”
“เป็นผู้ใดเรียกให้ท่านนินทาว่าร้ายอิสตรีกลางถนนเช่นนั้น” เสียงใสดุจระฆังหยกว่ากล่าว คุณชายบ้านสนเย็นแย้มยิ้มเบือนหน้าไปแช่มช้าประสานมือกล่าวว่า
“ที่แท้เป็นกุลสตรีผีเสื้อหยก เราสองเสียมรรยามมิได้ทักทายต้องขอโทษด้วย”
“เฮอะ! มิรู้จักไยต้องทักทาย”
“ปาเม็ดถั่วใส่ศีรษะผู้คนคงมิใช่คำทักทายของกุลสตรีกระมัง?”
“เฮอะ! ใครเรียกให้พวกท่านว่าร้ายอิสตรีกลางถนนเช่นนั้น”
คุณชายบ้านสนเย็นปั้นสีหน้างงงวย ย้อนถามว่า
“เป็นเรื่องใด?”
“รู้แก่ใจแสร้งถาม” นางหันไปทางดรุณีน้อย “นกกระจิบเจ้าดูไว้ บุรุษโดยมากล้วนวาจาปราศัย น้ำใจล่อลวง”
“ไผ่เขียวเราล่อลวงอิสตรีใด?”
ไผ่เขียวตอบว่า
“เราคล้ายล่อลวงธิดาคนเล็กเถ้าแก่..”
“พวกท่านยังไม่หยุดวาจาร้ายกาจ!” กุลสตรีผีเสื้อหยกเลิกคิ้วตวาด
คุณชายบ้านสนเย็นถามด้วยน้ำเสียงเย้ายวน “เรียนถาม ท่านเป็นเครือญาติเถ้าแก่หรือไรจึงได้ออกหน้าเพียงนี้?”
“เฮอะ! ต่อไม่ใช่เครือญาติ ยินวาจาให้ร้ายอิสตรีเราล้วนออกหน้า พวกท่านบุรุษ หากคิดเป็นบุรุษดีงามสมควรสุภาพต่ออิสตรีให้มากไว้”
คุณชายบ้านสนเย็นนิ่งอึ้งหันมองไผ่เขียว มันอมยิ้มคีบขนมเปี๊ยะเข้าปาก กล่าวทั้งขนมเต็มปาก “ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าเราสมควรกินให้มากไว้”
-๒-
สำนักเทิดธรรมดำเนินกิจการหลายสิบปีไม่เคยมีเหตุผิดพลาด สินค้าทุกชิ้นล้วนได้รับจากผู้มีกรรมสิทธิ์เที่ยงแท้ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ชำนาญเฉพาะจนแน่ใจจึงได้นำออกประมูล
สถานที่เก็บรักษาผนึกด้วยระบบความปลอดภัยเข้มแข็ง แม้แมลงตัวน้อยอย่าหวังเล็ดรอดเข้าไป อย่าว่าแต่รอบสำนักเทิดธรรมยังเต็มด้วยยอดฝีมือเฝ้าระวังผู้คนแปลกหน้า
เถ้าแก่เทิดธรรมครุ่นคิดจนสมองแทบเลอะเลือนยังไม่อาจทำความเข้าใจ ไยมุกมังกรจึงกลับกลายเป็นของปลอมไปได้
เรื่องนี้หากไม่สามารถแก้ไข เกียรติภูมิท่านสร้างสมยาวนานคงต้องมีอันย่อยยับ
หลังควบคุมสถานการณ์ ระดมกองกำลังคุมพื้นที่ ตรวจค้นทุกคนทุกซอกมุมสำนักแล้วจึงปล่อยแขกทะยอยกลับออกไป ท่านจำต้องทำความตกลงกับผู้ชนะการประมูล ดูเหมือนฝ่ายนั้นเข้าใจว่าสำนักเทิดธรรมคิดนำของปลอมมาล่อลวง ท่านยื่นข้อเสนอภายในหนึ่งเดือนหากไม่ได้มุกมังกรที่แท้คืนมาจะชดใช้อีกเท่าของราคาประมูล คุณชายผู้นั้นจึงพอใจล่าถอยไป
มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่หน้าห้อง ท่านครุ่นคิด ‘ฝีเท้ามันแผ่วเบานัก’ จากนั้นยินเสียงเคาะประตู
“เข้ามา”
บุรุษเค้าหน้าคมคาย ผมรวบเรียบร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา เถ้าแก่เพ่งมองมันแน่วนิ่ง
“เรียนเถ้าแก่ ผู้เข้าประมูลทุกคนออกจากสำนักหมดสิ้นแล้ว ตรวจค้นทุกซอกมุมเป็นรอบที่สามไม่พบอะไรผิดสังเกตแม้น้อย”
เถ้าแก่เทิดธรรมเอนหลังพิงพนัก กล่าวน้ำเสียงอิดโรย “ความเห็นเจ้า?”
คนผู้นั้นเงียบไปชั่วครู่จึงค่อยกล่าว
“คืนที่อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยขัดข้องต้องมีคนสับเปลี่ยน”
“มันผ่านยอดฝีมือ ผ่านกลไก เข้าไปได้กระไร?”
“เรื่องนั้นผู้น้อยไม่ทราบ” มันก้มหน้านิ่ง เถ้าแก่เทิดธรรมเพ่งมองมันอย่างครุ่นคิดค่อยถามว่า
“เงินพวงหนึ่ง..เจ้าทำงานให้เรามากี่ปี?”
“เรียนเถ้าแก่ เท่าอายุขัยผู้น้อยยี่สิบแปดปี”
เถ้าแก่ผงกศีรษะเม้มริมฝีปากก่อนกล่าว “เจ้าเคยพบเห็นเรากระทำการผิดพลาดบ้างหรือไม่?”
“ไม่”
“ครั้งนี้หนแรก”
“ครั้งนี้เป็นหนแรก” มันทวนคำ เถ้าแก่เพ่งมองมันแน่วนิ่ง ถามว่า
“เจ้าสงสัยผู้ใด?”
เงินพวงหนึ่งเงยหน้าขึ้นในฉับพลัน
“เถ้าแก่หมายความว่า?”
“หากคนภายนอกไม่อาจล่วงล้ำ เจ้าไม่คิดหรือว่าเป็นคนภายใน”
เงินพวงหนึ่งขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนกล่าวว่า “มีคนผู้หนึ่งออกจากสำนักก่อนสิ้นสุดการประมูล”
เถ้าแก่เทิดธรรมยกเอวขึ้นจากเก้าอี้ร้องถาม “เป็นผู้ใด!?”
“กุลสตรีผีเสื้อหยก” มันเว้นช่วงเหลือบมองเถ้าแก่ ท่านร้องอ้อแล้วเอนหลังพิงพนัก จึงกล่าวสืบไป “มีแต่นางจึงน่าสงสัยที่สุด”
“นางมีโอกาสสัมผัสมุกมังกร?”
“ไม่มี”
“ไยเจ้าจึงมั่นใจเป็นนาง?”
“มีคนผู้หนึ่งสามารถกระทำเรื่องที่ผู้คนไม่อาจคาดเดา”
“เจ้าหมายถึง?”
“มือขโมยเทพยดา” เถ้าแก่ยกเอวขึ้นอีกครา เงินพวงหนึ่งกล่าวต่อว่า “มันอาจเป็นอิสตรี”
-๓-
กุลสตรีผีเสื้อหยกเพ่งมองฝ่ายตรงข้ามที่สงบปากสงบคำนั่งเคี้ยวขนมเปี๊ยะซดน้ำชาไม่พูดจา นางยังมีถ้อยคำว่ากล่าวแต่จนใจอีกฝ่ายไม่ยอมต่อคำได้แต่หันคุยกับดรุณีร่วมโต๊ะ
“นกกระจิบ เจ้าเคยพบเห็นบุรุษที่ยื้อแย่งของกับอิสตรีหรือไม่?” ดรุณีน้อยส่ายหน้า กุลสตรีผีเสื้อหยกกล่าวต่อว่า “เช่นนั้นเจ้าจงดูไว้เถิดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง”
คุณชายบ้านสนเย็นหันมาแย้มยิ้ม กล่าวว่า “มุกเม็ดนั้นไม่ใช่ของข้าพเจ้าชั่วคราว”
กุลสตรีผีเสื้อหยกหันขวับถามว่า “ท่านว่ากระไร? หรือยังมีคนให้ราคาสูงกว่านั้น?”
“มิได้” กล่าวจบมันหันไปซดน้ำชาไม่พูดจา กุลสตรีผีเสื้อหยกกระสับกระส่ายใคร่รู้ความจึงร้องถามว่า “เป็นผู้ใดได้ไป?”
“เรื่องนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ”
“ฮ้า! ไยมีเรื่องเช่นนี้?”
“เรื่องนั้นข้าพเจ้าก็มิทราบ” มันซดชาส่งยิ้มกับไผ่เขียว จากนั้นหันมากล่าว “ท่านเห็นโต๊ะมุมห้องนั่นหรือไม่?”
กุลสตรีผีเสื้อหยกทั้งสองหันมองไปที่มุมห้องเห็นพ่อค้าวานิชแต่งกายภูมิฐานนั่งกระซิบกระซาบ คุณชายบ้านสนเย็นกล่าว “ข้าพเจ้าพอมีวิชาอ่านภาษาปาก” เว้นชั่วครู่ค่อยกล่าวต่อว่า “พวกมันกำลังสนทนาเรื่องที่เป็นความลับยิ่ง”
“เป็นเรื่องใด?” กุลสตรีผีเสื้อหยกถาม
“เรื่องที่ท่านต้องการรู้”
“ท่านบอก”
“นั่นเป็นความลับยิ่ง พวกมันกระซิบกันว่าห้ามแพร่งพรายผู้ใด”
“ทำเช่นไรจึงรู้ได้?”
“ข้าพเจ้ากระซิบบอกท่าน”
“เฮอะ!”
“แล้วแต่ท่าน” มันกล่าวจบหันไปพูดคุยกับไผ่เขียว กุลสตรีผีเสื้อหยกขมวดคิ้วสักครู่จึงค่อยกล่าว
“ตกลงท่านกระซิบ”
คุณชายบ้านสนเย็นแย้มยิ้มขยับลุกจากเก้าอี้ ป้องมือกระซิบข้างหูนาง กลิ่นบุปผาชาติบางเบาโชยแผ่วหอมรวยรินชวนเคลิบเคลิ้ม “มุกนั่นเป็นของปลอม” กุลสตรีผีเสื้อหยกยินเช่นนั้นเบิกตาลุกโพลง คุณชายบ้านสนเย็นยังคงป้องมือค้างอยู่ที่เดิม นางเอ่ยถามว่า
“ท่านบอกหมดหรือยัง?”
มันชะงักถอนมือเหยียดกายเดินกลับเก้าอี้ตน กล่าวว่า “นั่นเป็นความลับเกี่ยวเนื่องเกียรติภูมิสำนักเทิดธรรม ท่านอย่าได้แพร่งพรายเป็นอันขาด”
“แต่ท่านบอกข้าพเจ้า”
“ข้าพเจ้ายังบอกว่าอย่าได้แพร่งพราย”
“เฮอะ! หากผู้คนล้วนบอกต่อแล้วย้ำว่าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้มิใช่รู้กันทั่วแล้วหรือไร?”
“ท่านเองยามบอกแม่นางนกกระจิบอย่าได้ลืมย้ำ” คุณชายบ้านสนเย็นปั้นหน้าจริงจัง
“เราไปกันเถอะนกกระจิบ” กุลสตรีผีเสื้อหยกลุกพรวด หันมาประสานมือ “ขอบคุณสำหรับของว่างมื้อนี้” กล่าวจบสะบัดหน้าจากไป
คนทั้งคู่เลิกคิ้วเหรอหรา มองตามดรุณีทั้งสอง คุณชายบ้านสนเย็นเอ่ยถาม “ไผ่เขียววันนี้เป็นวันอะไร?”
ไผ่เขียวตอบว่า “ขึ้นเก้าค่ำเดือนสิบ ท่านถามไย?”
“วันนี้เราทุ่มเทหนึ่งล้านตำลึงทองแลกมุกปลอมเม็ดหนึ่ง ซ้ำจ่ายค่าถั่วเค็มปาศีรษะเรา ท่านคิดว่าวันนี้สมควรเป็นวันอะไร?”
“อย่างน้อยก็เป็นวันดี”
“ไยจึงเป็นวันดีไปได้?”
“กลิ่นหอมนั่นคงตรึงใจมิรู้ลืม”
“ไผ่เขียวท่าน..”
ไผ่เขียวประคองจอกชายิ้มรอ ทั้งสองดื่มชาคว่ำจอกพากันส่งเสียงหัวร่อฮาฮา
-๔-
“มือขโมยเทพยดา!” เถ้าแก่เทิดธรรมตระหนก “มือขโมยเทพยดาที่บังอาจบุกคลังวังหลวง เพียงต้องการแจกันหยกใบหนึ่ง!?”
“ฟังว่ามันลักขโมยใช่เพราะมูลค่าทรัพย์” เงินพวงหนึ่งกล่าว “ที่มันขโมยเพียงความต้องการของมันเอง กระทั่งลักขโมยสิ่งของผู้คนไม่ต้องการ”
“ไยเจ้าจึงมั่นใจเป็นมัน” เถ้าแก่ถาม
“หลายปีมานี้มีแต่มือขโมยเทพยดาที่กระทำการไม่ทิ้งร่องรอยให้สืบค้น วังหลวงส่งมือปราบออกตามล่ายังไม่อาจจับตัว”
เถ้าแก่เทิดธรรมหรี่ตาจนเป็นเส้นตรง จ้องมองเงินพวงหนึ่งอย่างครุ่นคิด จากนั้นเขียนหนังสือฉบับหนึ่งยื่นให้มัน “สั่งคนเดินหนังสือทางลับไปที่กองปราบโดยด่วน” เงินพวงหนึ่งรับไว้ เถ้าแก่กล่าวต่อว่า “เรามีเวลาหนึ่งเดือนต้องจับมันให้ได้มิฉะนั้นชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายสิบปีมีอันย่อยยับครานี้..รีบไปจัดการ”
เงินพวงหนึ่งล่าถอยออกจากห้อง เถ้าแก่เทิดธรรมเอนหลังพิงพนัก พลันเขม้นมองของสิ่งหนึ่งร่วงหล่นอยู่บนโต๊ะ ท่านเอื้อมมือค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมาเพ่งพินิจ พลางรำพึง “มือขโมยเทพยดา..เจ้าทำผมเราล่วงอีกเส้นหนึ่งแล้ว”
OOO
-๕-
ยามสามขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๐
สถานที่ หมู่ตึกหมื่นจรุง กลางนครหลวง
ผู้คนหลับใหลหมู่ตึกต่างหลับใหล ไร้ความเคลื่อนไหวไม่มีแสงโคมแสงไฟ จันทร์ข้างขึ้นสิบเอ็ดค่ำลอยดวงกลางฟ้า
เงาร่างสายหนึ่งโลดแล่นเลือนรางคล้ายควันจาง โลดลิ่วไปบนสันหลังคาบ้านผู้คน มันโผลงในหมู่ตึกหมื่นจรุงเคลื่อนไหวรวดเร็วราวเป็นบ้านตน แผ่วเบาไร้สุ้มเสียงไร้แรงลมปะทะประดุจเงาภูตพราย
ท่าร่างผกโผขึ้นลง คล้ายเลี่ยงหลบสิ่งกีดขวางไร้รูป จากนั้นพุ่งเข้าสู่โพรงศิลากว้างสองคนเคลื่อนไหวสะดวก มันสะกิดเท้าไปบนผนังศิลาฉวัดเฉวียนลึกเข้าในความมืด
พลันมีแสงไฟสว่างวาบ
เห็นใบหน้าที่ปกปิดด้วยชุดดำ ดวงตาสดใสสะท้อนประกาย แท่งไฟในมือเผาตัวเองส่งแสงเจิดจ้า มันชูแท่งไฟขึ้น กวาดตามอง เห็นปล่องศิลาสี่ห้าช่อง มันจำแนกแยกแยะอย่างรวดเร็ว จากนั้นโผทะยานเข้าในปล่องศิลา แท่งไฟมอดจนใกล้มือมันจึ้กับผนักศิลาเก็บเข้าถุงหนังข้างเอว จุดอันใหม่ขึ้นสะกิดเท้าโลดแล่นลึกเข้าในปล่องศิลา
ชั่วอึดใจบรรลุถึงโถงถ้ำใหญ่ ตกแต่งราวห้องนอนอิสตรี ริ้วม่านบางซับซ้อนคล้ายอยู่ในหมู่เมฆ มันเกร็งลมปราณทะยานออก ร่างที่เป็นเช่นหมอกควันวกวนไปในเงาม่านซับซ้อนโดยแพรบางมิพลิ้วไหวแม้สักแผ่วเบา
ส่วนลึกของโถงถ้ำมีตั่งทองตั้งไว้ด้วยพับต่วนผืนหนึ่งสะท้อนแสงแวววาว
มันชะงักท่าร่าง เพ่งมองต่วนพับนั้นแน่วนิ่ง
พลันยินเสียงแหบคล้ายคนป่วย “ท่านนับว่ามาเร็วเกินคาดหมาย” มันสยิวกายคิดโผกลับทางเก่า หันไปพบเงาร่างในชุดดำที่เหมือนมันราวคนเดียว คนผู้นั้นสามารถยืนหลังมันโดยไม่รู้ตัวสักน้อยนิด นับว่าพลังฝีมือลึกล้ำไม่อาจคาดคำนวน
เสียงนั่นกล่าวต่อว่า “ไม่สมควรมากลับกล้ามา มาแล้วไยเร่งรีบกลับ”
คนผู้นั้นยืนขวางทาง มันหากคิดออกมีแต่หักหาญออกไป “ข้าพเจ้าเพียงเข้ามาเที่ยวชม หาได้หยิบฉวยสิ่งใด เสร็จธุระแล้วรบกวนหลีกทาง”
“เฮอะ เยี่ยมชมสถานที่ผู้อื่นยามวิกาล ไม่เห็นเจ้าบ้านอยู่ในสายตา คนอย่างท่านมีอยู่ผู้เดียว”
“เป็นผู้ใด?”
“มือขโมยเทพยดา”
“ข้าพเจ้าคือมือขโมยเทพยดา?” มันชี้หาตัว
“มีแต่มือขโมยเทพยดา กระทำการไม่ใส่ใจข้างขึ้นข้างแรม ไม่กังวลสถานที่ใด”
“เพียงเท่านี้สามารถระบุข้าพเจ้าคือมือขโมยเทพยดา เช่นนั้นท่านก็คือเฮ็กเซียนฮ่องเต้แล้ว”
“หลายวันมานี้มุกมักกรถูกสับเปลี่ยน” คนผู้นั้นเพ่งมองมันแน่วนิ่ง มันพยักหน้าส่งเสียงอืมม์ เสียงแหบแห้งกล่าวต่อว่า “สำนักเทิดธรรมมียอดฝีมืออารักขาเข้มแข็ง ติดตั้งกลไกป้องกันแน่นหนา ยังมีผู้สามารถเข้าไปทั้งกลับออกมาโดยปลอดโปร่งโล่งใจ ทอดตาทั่วแผ่นดินเห็นจะมีอยู่ผู้เดียว”
“มือขโมยเทพยดา” มันส่งเสียง
เสียงแหบแห้งนั่นร้อง “อืมม์” กล่าวอีกว่า “ท่านนับว่ามีหูตาในวงมิจฉาชีพอยู่บ้าง”
“มุกมังกรถูกขโมย เกี่ยวใดกับข้าพเจ้า?”
เสียงแหบแห้งนั่นกล่าวอย่างเฉื่อยชา “ท่านคงไม่บังเอิญเข้ามาเดินเล่นในสถานที่นี้” คนผู้นั้นกระแอมก่อนกล่าวสืบไป “มีแต่ผู้ครอบครองมุกมังกรจึงเข้าใจคุณค่าต่วนผืนนี้”
มันจ้องมองคนผู้นั้นแน่วนิ่ง น้ำเสียงแหลมเล็กแหบแห้งคล้ายคนป่วย ความเคลื่อนไหวกลับแผ่วเบาไม่อาจดูแคลนพลังฝีมือ มันส่งเสียงหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
“แผนการอันร้ายกาจ! ท่านสะกดรอยตามข้าพเจ้าเข้ามา คิดให้ข้าพเจ้าแบกหม้อก้นดำเป็นมือขโมยเทพยดา จับส่งทางการแล้วท่านก็เก็บต่วนนั่นไว้ นับถือ! นับถือ!” มันลดน้ำเสียงลงแผ่วเบา “อย่าว่าแต่คงไม่มีเจ้าบ้านแต่งกายเช่นนี้ ท่านเองไม่แน่อาจเป็นมือขโมยเทพยดาเสียเอง”
คนผู้นั้นโคลงศีรษะกล่าวอย่างระอิดระอา “ท่านเป็นใครก็ช่าง สามารถผ่านกับดักกลไกข้างนอกนั่นเข้ามาได้นับว่าพอมีฝีมืออยู่ท่าสองท่า ข้าพเจ้าต้องการคนเช่นท่านทำงานชิ้นหนึ่ง” มันเว้นชั่วครู่เห็นฝ่ายตรงข้ามนิ่งเฉยมันกล่าวต่อว่า “ภาพเขียนไซซีในวังอ๋องตะวันตก”
“วังอ๋องตะวันตก!”
“อืมม์”
“วังอ๋องตะวันตกโครงสร้างสลับซับซ้อนเสียกว่าคลังวังหลวงข้าพเจ้ายังไม่คิดข้องเกี่ยว”
“หากข้าพเจ้ามีผังโครงสร้างท่านยังคิดข้องเกี่ยวหรือไม่?”
“ผังโครงสร้าง!” กล่าวจบคนผู้นั้นสบัดผ้าผืนหนึ่งวาดโครงสร้างผังอาคารอย่างละเอียด
“ท่านมีผังโครงสร้างเช่นนี้ไยไม่เข้าไปหยิบฉวยเสียเอง”
“เพียงมีแผนที่ใช่สามารถไปถึงปลายทาง ยังต้องอาศัยผู้ชำนาญ”
“ท่านจึงเลือกข้าพเจ้า”
“อืมม์” คนผู้นั้นตอบรับ กล่าวว่า “ภาพเขียนไซซีมูลค่าตลาดมืดยามนี้ห้าสิบหมื่นตำลึงทองเราแบ่งกันสามสิบเจ็ดสิบ”
“เป็นข้าพเจ้าเจ็ดสิบท่านสามสิบ”
“มิได้ เป็นท่านสามสิบข้าพเจ้าเจ็ดสิบ”
“ไม่ตกลง”
“ข้าพเจ้ามีข้อมูลท่านเพียงออกแรงนิดหน่อย”
“ห้าสิบห้าสิบ”
“หกสิบสี่สิบ”
“ห้าสิบห้าสิบ”
“ห้าสิบห้าสี่สิบห้า”
“ห้าสิบห้าสิบ”
“ตกลง” คนผู้นั้นเก็บผังอาคารซุกในอกเสื้อ
“ข้าพเจ้าไม่ตกลง!” คนผู้นั้นชะงักจ้องมองมันแน่วนิ่ง “หากข้าพเจ้าตกลงเท่ากับรับเป็นมือขโมยเทพยดา”
“เยี่ยงนั้นข้าพเจ้ามีแต่จับตัวท่านส่งทางการ”
“เชิญท่านลงมือ”
คนผู้นั้นสะบัดฝ่ามือจู่โจมทันที!
มันเบี่ยงหลบสภาวะฝ่ามือที่กราดเกรี้ยว หมุนกายหนึ่งรอบเลี่ยงพลังปะทะหักโหม ยังมีฝ่ามือติดตามอย่างเร่งร้อน มันย่อกายหลบรอดหวุดหวิด ฝ่ายตรงข้ามใช้เท้าขวากวาดเตะมันโดดหลบ ยกฝ่ามือยันหมัดฝ่ายตรงข้ามที่ส่งเข้ากลางอกพลันม้วนกายไปด้านหลังหมัด ใช้ความรวดเร็วเลี่ยงหลบการปะทะอ่อนหยุ่นต้านรับหักโหม
เงาร่างคล้ายคลึงสองร่างสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งรวดเร็ว บัดเดี๋ยวมาซ้ายบัดเดี๋ยวไปขวา หาได้ห่างกันเกินช่วงหมัด ทุกครั้งที่ฝ่ายหนึ่งออกหมัดเท้ากลับถูกอีกฝ่ายผ่อนรับตามแรงคล้ายหลิวลู่ลม
เสียงแหบแห้งร้อง “สยบให้เรา!” จากนั้นส่งหมัดหนักหน่วงรุนแรงออกไป เป็นหมัดที่รวดเร็วไม่อาจจับตา มันใช้ไหล่ซ้ายรั้งความเร็วหมัด ส่งมือขวาคว้าจับมุดกายลงใต้ท้องแขนฝ่ายตรงข้าม ยึดแขนขวานั่นไพล่มาหลังใช้แขนซ้ายรัดคอฝ่ายตรงข้ามไว้ ร้องว่า
“ข้าพเจ้าจะจับท่านส่งทางการ…” แต่แล้วพลันได้กลิ่นหอมบางเบา มันรีบปล่อยมือโดดห่างออกไป ร้องว่า
“ตกลง! ห้าสิบห้าสิบ”
คนผู้นั้นสะบัดแขนขวากล่าวอย่างงุนงง “เป็นท่านตกลง”
“มิผิด เป็นอันตกลง”
“ท่านคิดลงมือเมื่อใด?”
“แรมหนึ่งค่ำ”
“พบเจอท่านได้เช่นไร?”
“แรมหนึ่งค่ำยามสามมุมกำแพงวังอ๋องทิศอุดร” สิ้นเสียงพร้อมเงาคนลับหาย
OOO
-๖-
ในกองปราบมีมือปราบ ในหมู่มือปราบย่อมมียอดมือปราบ ดาบไววิชชุม่วงเป็นมือปราบ มันเชื่อถือเสมอมาตำแหน่งยอดมือปราบทอดตาทั่วแผ่นดินหามีผู้ใดเหมาะสมไปกว่ามัน เพียงสงสัยไยหูตาทางการจึงมืดบอดมองไม่เห็นเพชรพลอยในโคลนตม
มีบ้างบางครั้งมันยังรู้สึกว่ามารดาให้กำเนิดมันชักช้าไปหลายปี หากมันถือกำเนิดร่วมยุคสี่ยอดมือปราบมันไม่แน่อาจได้รับจัดไว้อันดับห้า มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขวัญในยุทธภพ
อา..ชื่อเสียง
ชีวิตล้วนเกิดหนเดียวหากไม่สามารถสร้างชื่อจะนับเป็นชีวิตที่สาสมใจได้กระไร มันหลับตาเห็นภาพตนเองยืนท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี ผู้คนยื้อแย่งต้องการสัมผัสมือ ยังมีเหล่าคหบดี พ่อค้ามั่งคั่งสั่งบริวารยกหีบเงินหีบทองมากำนัล ชื่อเสียงสนองตอบทุกความต้องการ ยังมีบางคนถึงกับนำธิดาเยาว์วัยมาเสนอตัว แค่คิดก็เคลิบเคลิ้มชวนฝัน มันนั่งยิ้มพริ้มตา
“ท่านอมยิ้มเช่นนี้คงคิดวิธีจับมือขโมยเทพยดาได้แล้วกระมัง?”
ดาบไววิชชุม่วงสะดุ้งลืมตารีบปั้นหน้าเคร่งขรึม “มิได้”
“เช่นนั้นท่านยิ้มด้วยสาเหตุใด?” เถ้าแก่เทิดธรรมที่นั่งตรงข้ามยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
“ข้าพเจ้ายิ้มเพราะไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะง่ายดายปานนี้” มันซดชาหมดจอก กล่าวว่า “เสาะหาสุดหล้ากลับอยู่ใกล้แค่ตา”
“ท่านหมายความว่า..”
“ฟังจากที่ท่านเล่ามือขโมยเทพยดาที่แท้แฝงกายอยู่ในสำนักเทิดธรรม”
“เรื่องนี้เกี่ยวพันเกียรติภูมิสำนักเรื่องราวยังไม่กระจ่างขอท่านอย่าด่วนปักใจ”
“พวกมือปราบสืบหาไปถึงนอกด่านกลับไม่พบพาน” ดาบไววิชชุม่วงวางจอกชา เคาะหมัดลงบนฝ่ามือ “ที่แท้มันซุกซ่อนในนครหลวงนี่เอง!”
“ไม่ทราบท่านคิดจัดการเยี่ยงไร?” เถ้าแก่เทิดธรรมกล่าวถาม
“ข้าพเจ้ามาคนในสำนักเทิดธรรมมีผู้ใดล่วงรู้?”
“เป็นเงินพวงหนึ่ง”
“ผู้เดียว”
“ใช่ ผู้เดียว”
“ท่านผิดแล้ว” ดาบไวกล่าวอย่างจริงจัง เถ้าแก่เทิดธรรมงงงวย ดาบไวกล่าวต่อว่า “ยังมีอีกผู้หนึ่ง”
“เป็นผู้ใด?”
“เป็นท่าน”
เถ้าแก่เทิดธรรมผงะ ย้อนถามว่า “ท่านคงไม่ได้หมายความว่าข้าพเจ้าคิดขโมยทรัพย์ตนเองกระมัง?”
ดาบไววิชชุม่วงลูบคางอย่างครุ่นคิด “ก็อาจเป็นได้” ซ้ำเพ่งมองด้วยแววตาจับพิรุธ เถ้าแก่เบี่ยงกายกล่าวอย่างผะอืดผะอม
“ท่านไยมองข้าพเจ้าเยี่ยงนั้น?”
ดาบไววิชชุม่วงย้อนถาม “ฟังว่าท่านยังมีธิดาคนเล็ก”
“ตั้งแต่มารดานางจากไปข้าพเจ้าส่งนางไปอยู่กับญาติ” เถ้าแก่เลิกคิ้วถาม “เรื่องนี้เกี่ยวข้องใดกับมุกมังกร?”
“มิได้ ข้าพเจ้าเพียงต้องการทราบความเป็นไปในสำนักโดยละเอียด” หยุดชั่วครู่ค่อยถามว่า “เงินพวงหนึ่งผู้นั้นเป็นคนเยี่ยงไร?”
เถ้าแก่กล่าวตอบ “มันสัตย์ซื่อเอาใจใส่งานสำนักด้วยดีตลอดมา เราไม่มีบุตรชายไม่แน่ยังคิดให้มันดูแลสำนักหลังเราวางมือ”
ดาบไววิชชุม่วงส่งเสียงอืมม์ กล่าวว่า “มันคงไม่คิดฆ่าห่านเอาไข่ทองคำ”
“เช่นนั้นท่านสงสัยผู้ใด?”
“มีผู้เดียว”
“ฮ้า! ท่านสามารถระบุ”
“ใช่”
“เป็นผู้ใด?”
“เป็นท่าน”
เถ้าแก่เทิดธรรมร้องถามว่า “ไยเป็นเช่นนั้น?”
“หากมุกมังกรหายสาบสูญปัดให้มือขโมยเทพยดาแบกหม้อก้นดำ ท่านสามารถครอบครองมุกมังกรโดยไม่มีผู้ใดสงสัยล่วงรู้”
“แต่ข้าพเจ้าต้องจ่ายชดเชยให้คุณชายบ้านสนเย็นสองเท่าของราคาประมูล”
“มุกมังกรอาจมีค่ามากกว่านั้น”
“ข้าพเจ้าเรียกท่านมาเพื่อสืบหาตัวการ” เถ้าแก่กล่าวอย่างเคร่งเครียด
“เพื่อแสดงความบริสุทธิใจ” ดาบไววิชชุม่วงกล่าว
เถ้าแก่เทิดธรรมทอดถอนใจ “เช่นนั้นดูเหมือนท่านจะได้ตัวผู้ร้ายแล้ว”
“ไม่มีหลักฐานไม่อาจชี้ชัด” ดาบไววิชชุม่วงขยับลุก กล่าวว่า “ช่วงเวลานี้ท่านอย่าได้ออกไปไหนมาไหนสักชั่วคราว” เถ้าแก่เทิดธรรมนั่งอ้าปากค้าง ดาบไววิชชุม่วงประสานมือกล่าวลาหันเดินจากไป เถ้าแก่เทิดธรรมนั่งส่ายหน้าหยิบวัตถุบางเบาข้าง ๆ จอกชาขึ้นมา รำพึงว่า “อีกเส้นหนึ่งแล้ว…”
OOO
-๗-
บ้านสนเย็นตั้งอยู่ทิศประจิมของนครหลวง ส่วนอาศัยเป็นอาคารปลูกสร้างด้วยไม้สนเคลือบเงาในดงสนร่มรื่น ส่วนหน้าเป็นอาคารร้านค้าสองคูหาที่โปร่งโล่ง มีโต๊ะตัวหนึ่งด้านหลังเป็นชั้นเต็มผนังมีหนังสือเต็มทุกช่องชั้น ที่เหลือในร้านล้วนเก้าอี้
คุณชายบ้านสนเย็นนั่งเขียนหนังสือที่โต๊ะตัวเดียวในร้าน มีไผ่เขียวคอยหยิบหนังสือให้ตามคำขอ
“ผักผลไม้” คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวขณะมือตวัดพู่กัน ไผ่เขียวกวาดตาบนชั้นเอื้อมมือดึงหนังสือจากช่องโน้นช่องนี้ได้มาตั้งใหญ่วางไว้บนโต๊ะ คุณชายบ้านสนเย็นหยิบพลิกดูอย่างรวดเร็ว ตวัดพู่กันในหนังสือบางเล่ม แล้ววางซ้อนไว้ รอจนครบไผ่เขียวนำตั้งหนังสือนั่นกลับเข้าที่
“อาหารทะเล” คุณชายบ้านสนเย็นส่งเสียง ไผ่เขียวปฏิบัติดังเก่า ขณะวางตั้งหนังสือบนโต๊ะมันเอ่ยขึ้นว่า
“สำนักเทิดธรรมเปิดประกวดราคาติดตั้งกลไกนิรภัย”
“เรื่องนั้นเรารู้แล้ว” คุณชายบ้านสนเย็นปรายตาดูหนังสือทีละเล่ม
“ท่านตัดสินใจเช่นไร?”
“บอกนับทองอย่าได้เสนอราคา”
“แต่นั่นเป็นการค้ารายใหญ่”
“เพราะเป็นรายใหญ่เราจึงไม่ควรยุ่งเกี่ยว”
ไผ่เขียวลากเก้าอี้ทิ้งตัวลงนั่ง ส่งเสียงอือเชิงสงสัยไถ่ถาม คุณชายบ้านสนเย็นวางพู่กันสอดมือกอดอกเอนหลังพิงพนัก กล่าวว่า
“เราร่วมเสนอราคากับไม่เสนอเจ้าคิดว่าคู่แข่งชอบสิ่งใด?”
“ย่อมเป็นอย่างหลัง” ไผ่เขียวตอบ
“พึงสนองสิ่งผู้คนชมชอบ”
ไผ่เขียวผงกศีรษะส่งเสียงอืมม์ คุณชายบ้านสนเย็นยื่นกายเท้าแขนลงบนโต๊ะกล่าวเสียงแผ่วเบา “เจ้าลองคิดดูมีใครสามารถรับงานโดยไม่อาจสืบสาวมาถึงเรา?”
ไผ่เขียวขมวดคิ้วเนิ่นนาน จากนั้นจึงค่อยแย้มยิ้ม “ท่านยังคงก้าวล้ำข้าพเจ้าก้าวหนึ่งตลอดมา”
คุณชายบ้านสนเย็นยิ้มส่ายหน้า “เฉพาะเรื่องการค้าหรอก”
ไผ่เขียวฉงนใจถามว่า “หรือยังมีเรื่องข้าพเจ้าสามารถก้าวล้ำนำท่าน”
“ท่านตกแต่งภรรยาดีงามซ้ำกำลังจะมีเด็กน้อยน่ารัก ต่อข้าพเจ้าเร่งมือเยี่ยงไรก็ไม่อาจติดตามได้ทัน” ทั้งสองส่งเสียงหัวร่อฮาฮา แต่แล้วพลันชะงักเมื่อมีเสียงร้องทักจากหน้าร้าน
“ดูเหมือนกิจการค้าของท่านจะรุ่งเรืองยิ่ง” เงาร่างคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาจากเปลวแดดเดือนสิบ “ทั้งร้านมีแต่เก้าอี้ว่างเปล่า หรือที่ท่านจำหน่ายคือเก้าอี้?”
คุณชายบ้านสนเย็นทั้งสองเหลียวมองผู้มา สักครู่จึงได้ร้องว่า “เต้าหู้หมักเป็นท่านเอง!”
“ข้าพเจ้ามาเยี่ยมเยียนท่านโดยเฉพาะ”
“นั่งก่อน นั่งก่อน” คุณชายบ้านสนเย็นเร่งลุกขึ้นลากเก้าอี้ให้ผู้มาใหม่ หันกล่าวแนะนำกับไผ่เขียว “ท่านผู้นี้คือมือปราบอันดับหนึ่งในนครหลวงฉายาดาบไววิชชุม่วง” ไผ่เขียวแย้มยิ้มประสานมือ “ได้ยินชื่อเสียงมานาน” จากนั้นหันไปกล่าวกับคุณชายสนเย็น “ข้าพเจ้าจะไปจัดน้ำชา”
คุณชายบ้านสนเย็นผงกศีรษะหันมากล่าว “จากกันเนิ่นนาน ยินข่าวท่านก้าวหน้าในอาชีพการงานข้าพเจ้าพลอยยินดี”
ดาบไววิชชุม่วงแย้มยิ้ม “ตำแหน่งมือปราบกินเงินหลวงมีหรือเทียบพ่อค้าใหญ่เช่นท่าน”
“ท่านอย่าได้ย่ำยีตนเอง ล่าสุดจับโจรหุบเขาเสือหมอบทั้งขบวนการโด่งดังทั่วยุทธภพ”
“เรื่องเล็กน้อย เรื่องเล็กน้อย” ดาบไววิชชุม่วงกล่าวสีหน้าระรื่น
“ท่านไม่ได้เข้ามาเมืองหลวงเสียนาน คงมีธุระสำคัญ” คุณชายบ้านสนเย็นเอ่ยถาม พลางรับป้านชาจากไผ่เขียวรินใส่ถ้วย ไผ่เขียวขยับจะผละไปคุณชายบ้านสนเย็นร้องทัก “ไผ่เขียวนั่งก่อน มือปราบอันดับหนึ่งท่านนี้เป็นสหายแต่เยาว์วัย เราล้วนคนกันเอง” ไผ่เขียวจึงนั่งลงด้วยทีท่าสงบเสงี่ยม ดาบไววิชชุม่วงถามขึ้นว่า
“จริงสิ จากกันเนิ่นนานไม่ทราบท่านทำการค้าใด ไยทั้งร้านจึงมีแต่เก้าอี้?”
“ที่ข้าพเจ้าจำหน่ายเป็นนี่” คุณชายบ้านสนเย็นชี้ที่ศีรษะ
“ฮ้า! ท่านขายเส้นผม!?”
“เต้าหู้หมัก ไม่เจอกันนานท่านยังอารมณ์สนุกไม่เปลี่ยนแปลง”
ดาบไววิชชุม่วงหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
“ไม่ใช่ผมหรือเป็นศีรษะของท่าน?”
คุณชายบ้านสนเย็นแย้มยิ้ม ไผ่เขียวอธิบายว่า “ที่คุณชายจำหน่ายคือความคิดของท่าน” คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวเสริมว่า
“สินค้าไม่แน่ว่าจะเป็นสิ่งของจับต้องได้ บางครั้งอาจเป็นอากาศ ขอเพียงเรารู้จักขาย”
ดาบไววิชชุม่วงขมวดคิ้วนิ่งอึ้ง ชั่วครู่จึงส่งเสียงหัวร่อ “ฮ่า ฮ่า คุยเรื่องการค้า ข้าพเจ้าคงยากทำความเข้าใจ จริงสิ ฟังว่าท่านชนะประมูลมุกมังกรด้วยราคาหนึ่งร้อยหมื่นตำลึงทอง” คุณชายบ้านสนเย็นส่งเสียงอืมม์ ดาบไววิชชุม่วงกล่าวต่อว่า “สามารถประมูลโบราณวัตถุล้ำค่าเช่นนั้น ท่านยังตรากตรำทำการค้าไย?”
“เพราะการค้าเหล่านี้ข้าพเจ้าจึงสามารถประมูลของหนึ่งร้อยหมื่นตำลึงทอง อย่าว่าแต่ ประมูลมุกนั่นก็เป็นการค้าชนิดหนึ่ง”
ดาบไววิชชุม่วงร้องอ้อ “ข้าพเจ้าไม่ประสาเรื่องการค้าจริง ๆ”
“ท่านเข้านครหลวงครานี้คงมีธุระสำคัญ?” คุณชายบ้านสนเย็นซ้ำถาม
“บอกท่าน อย่าได้ระบือข่าวไป”
คุณชายบ้านสนเย็นหันไปทางไผ่เขียว “ท่านได้ยิน?” มันผงกศีรษะ
“เป็นเรื่องมุกมังกร”
“ฮ้า!” คุณชายบ้านสนเย็นโพล่ง หันไปกล่าวกับไผ่เขียวอย่างจริงจัง “ครานี้เห็นทีลาภลอยหนึ่งร้อยหมื่นตำลึงทองคงลอยล่องไปเสียแล้วไผ่เขียวเอย”
“ข้าพเจ้าทราบหากไม่สามารถจับคนร้ายก่อนขึ้นเก้าค่ำเดือนหน้าท่านจะได้รับเงินชดเชยจากสำนักเทิดธรรม”
“ท่านพบเถ้าแก่เทิดธรรมแล้ว?”
“อืมม์”
“เรียนถาม ไม่ทราบได้เบาะแสใดบ้าง?” ไผ่เขียวเอ่ยถาม
“เถ้าแก่สงสัยอาจเป็นมือขโมยเทพยดา”
“มือขโมยเทพยดา”
“ใช่ มือขโมยเทพยดาที่บุกเข้าไปคว้าแจกันหยกในคลังวังหลวงทำบรรดามือปราบก้นร้อนราวไฟรน” ดาบไววิชชุม่วงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กล่าวฮึมฮัม “คิดไม่ถึงสวรรค์จะประทานให้มาอยู่ในมือเรา”
“ฮ้า!” คุณชายบ้านสนเย็นร้อง “ท่านสามารถจับตัวมือขโมยเทพยดาได้แล้ว!?”
“เรื่องนั้นยัง” ดาบไววิชชุม่วงยกชาขึ้นซดหมดจอกกล่าวต่อว่า “แต่อีกไม่นานมือขโมยเทพยดาจะเป็นเพียงคำเล่าขาน”
“ท่านมีความมั่นใจ?” ไผ่เขียวกล่าวจบรีบแก้ไขถ้อยคำ “ข้าพเจ้าหมายความว่าดูเหมือนท่านมีความมั่นใจสามารถจับตัวมือขโมยเทพยดาได้ในกำหนดเวลา”
ดาบไววิชชุม่วงหันไปกล่าวว่า “ยามนี้ข้าพเจ้าเพียงปราณีปล่อยให้มือขโมยผู้นั้นเสพสุขนอกคุกหลวงอีกสักหลายวัน”
คุณชายบ้านสนเย็นถามว่า “มือขโมยเทพยดากระทำการไม่ฝากร่องรอยตลอดมา ไยท่านจึงมั่นใจสามารถจับตัวมัน?”
“บอกท่านอย่าได้แพร่งพรายไป”
คุณชายบ้านสนเย็นหันไปทางไผ่เขียว “ท่านยิน?” ไผ่เขียวพยักหน้า คุณชายบ้านสนเย็นจึงกล่าว
“ท่านบอก”
“เราคิดค้นผงฝุ่นละเอียดอ่อนชนิดหนึ่ง ทั้งละเอียดทั้งเหนียวแน่นสามารถแทรกตัวเข้าในร่องรอยเล็ก ๆ”
ไผ่เขียวถามว่า “สิ่งนั้นสามารถจับตัวมือขโมยเทพยดา?” ดาบไววิชชุม่วงส่งเสียง “อืมม์” ไผ่เขียวกล่าว “กระไร?”
“ท่านเชื่อหรือไม่ลายนิ้วมือมนุษย์ในใต้หล้าล้วนแผกแตกต่าง?”
“เรื่องนั้นข้าพเจ้าพอได้ยินมา” คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวตอบ
“เพียงข้าพเจ้าป้ายผงฝุ่นลงบนวัตถุที่เจ้าหัวขโมยเคยจับต้องจะปรากฎลายนิ้วมือ จากนั้นนำไปเทียบกับผู้ต้องสงสัย”
“หรือท่านพบผู้ต้องสงสัยแล้ว” ไผ่เขียวถาม
“อืมม์”
เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย คุณชายบ้านสนเย็นกับไผ่เขียวท่านมองเรา เรามองท่านอยู่ไปมา สักครู่คุณชายกล่าวถาม
“ฟังว่ามือขโมยเทพดากระทำการไม่เคยทิ้งหลักฐาน ท่านคิดตรวจสอบลายนิ้วมือมันจากที่ใด?”
ดาบไววิชชุม่วงยื่นหน้าแค่นเสียงกล่าว “มุกปลอมเม็ดนั้น”
คุณชายบ้านสนเย็นหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “เต้าหู้หมักท่านสมเป็นมือปราบอันดับหนึ่ง มาเราไปเหลาชมจันทร์รับประทานอาหารกันสักมื้อ สนทนาให้สมใจ” กล่าวเสร็จลุกยืน ทั้งหมดก้าวออกจากร้าน ไผ่เขียวเร่งปิดประตูจากนั้นทั้งหมดมุ่งไปเหลาชมจันทร์
เหลาชมจันทร์มีชื่อเสียงเลื่องลือสถานที่โอ่โถง อาหารรสเลิศ เป็นที่นัดเจรจาตกลงการค้าของเหล่านายวานิช ด้านล่างเป็นโถงใหญ่เต็มด้วยโต๊ะกลม มีบันไดขึ้นระเบียงชั้นบนสำหรับแขกต้องการความเป็นส่วนตัว ยังมีดาดฟ้ากว้างใหญ่สำหรับลูกค้าต้องการรับประทานอาหารมื้อค่ำกลางแสงจันทร์
คุณชายบ้านสนเย็นทั้งสามเลือกห้องส่วนตัวได้ห้องหนึ่งบนโต๊ะกลมวางไว้ด้วย เป็ดปักกิ่งหนึ่งจาน ซุปเยื่อไผ่เห็ดหอมหนึ่งจาน เนื้อแพะน้ำแดงหนึ่งจาน โป๊วเป่าฮื้อหนึ่งจาน อกไก่นึ่งมะนาวหนึ่งจาน
คุณชายบ้านสนเย็นม้วนเป็ดปักกิ่งส่งเข้าปาก เอ่ยถาม “ไผ่เขียวท่านไยเก็บถ้อยคำไม่พูดจา?”
ไผ่เขียวเหลือบมองดาบไววิชชุม่วงก่อนกล่าวเสียงแผ่ว “วันประมูลเป็นข้าพเจ้าที่ตรวจสอบมุก”
คุณชายบ้านสนเย็นเลิกคิ้วนิ่งอึ้ง ชั่วครู่จึงเปล่งเสียงหัวร่อลั่นห้อง ดาบไววิชชุม่วงเพ่งมองด้วยความฉงน คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวกลั้วหัวร่อ “เต้าหู้หมักเห็นทีท่านไม่ต้องเปลืองแรงแล้ว”
“ความหมายของท่าน?” ดาบไววิชชุม่วงชะงักตะเกียบ
“หลักฐานแน่นหนา มือขโมยเทพยดานั่งอยู่นี่แล้ว!” กล่าวจบยังหัวร่อดังกว่าเดิม มีเสียงอิสตรีข้างห้องร้องขึ้น “สถานที่รับประทานอาหารมิใช่แสดงปาหี่สมควรรักษามรรยาทไว้บ้าง” คุณชายบ้านสนเย็นลดเสียงกล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ไผ่เขียวเป็นสหายข้าพเจ้า ท่านส่งเข้าคุกหลวงรบกวนดูแลมันด้วยดี”
“คุณชายท่าน…” ไผ่เขียวกระอักกระอ่วน
ดาบไววิชชุม่วงฉงนใจกล่าวถาม “เป็นเรื่องราวใด?”
“ไผ่เขียวมีความละเอียดลึกซึ้ง” คุณชายบ้านสนเย็นหันไปกล่าวกับไผ่เขียว “นั่นเป็นอีกเรื่องที่ท่านก้าวล้ำกว่าข้าพเจ้าหนึ่งก้าว” จากนั้นกล่าวกับดาบไววิชชุม่วง “วันประมูลมุกเป็นไผ่เขียวที่ตรวจสอบมุกมังกร ยามนั้นข้าพเจ้าพบเห็นมันสัมผัสไปรอบมุกราวกำลังลูบคลำสำรวจเรือนร่างดรุณีเยาว์วัย ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็สามารถระบุมุกนั่นเป็นของปลอม ท่านหากตรวจสอบลายนิ้วมือ ข้าพเจ้ามั่นใจต้องตรงกับลายนิ้วมือไผ่เขียวทุกนิ้ว ฮา ฮา” กล่าวจบคุณชายบ้านสนเย็นยังเผลอหัวร่อลั่น
“หากท่านยังส่งเสียงรบกวนผู้อื่นข้าพเจ้าไม่เกรงใจแล้ว!” เป็นเสียงอิสตรีห้องข้าง
คุณชายบ้านสนเย็นลดเสียง กล่าวกับไผ่เขียว “รบกวนท่านขออภัยแม่นางห้องข้าง ๆ สักครา ข้าพเจ้ารับรองไม่ส่งเสียงดังแล้ว”
ไผ่เขียวขยับลุกไป ดาบไววิชชุม่วงสีหน้าสลดวางตะเกียบลงบนโต๊ะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเบื้องต้นคิดจับตัวเจ้าหัวขโมยนั่นโดยง่าย ยามนี้เห็นทีต้องเริ่มกันใหม่” มันส่ายศีรษะทดท้อ
“โจรหุบเขาเสือหมอบยังถูกท่านสยบ มือขโมยเทพยดาไหนเลยต้านทานมือปราบเทพยดา อย่าว่าแต่ดาบไวของท่านยังไม่เคยมีผู้ใดเร็วเท่า”
“เป็นมือปราบไม่อาจใช้กำลังตัดสิน มีแต่อาศัยหลักฐานเที่ยงแท้หนักแน่นระบุตัวผู้ร้ายจึงสามารถใช้กำลัง เป็นเรื่องรกรุงรังมากความที่ข้าพเจ้าเองยังเบื่อหน่ายเต็มทน”
“ใช้กำลังตัดสินรวบรัดตัดความ ถูกผิดชี้ชัดโดยฉับไว นับแต่อดีตมีบ้างสร้างความผิดพลาดต้องสำนึกเสียใจ มีหลักฐานระบุแม้ยืดยาดรุงรัง แต่กระทำการโดยปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่ผิดต่อมโนธรรม มิต้องนั่งสำนึกเสียใจภายหลัง ข้าพเจ้าเชื่อว่าควรค่าแก่ความภาคภูมิ”
ดาบไววิชชุม่วงสีหน้าแจ่มใสคึกคักขึ้น ไผ่เขียวเปิดประตูห้องเดินเข้ามาพร้อมอิสตรีสะคราญนางหนึ่ง คุณชายบ้านสนเย็นประสานมือร้อง “กุลสตรีผีเสื้อหยกพบท่านอีกแล้ว”
กุลสตรีผีเสื้อหยกพึมพำ “เป็นท่านนั่นเอง”
ไผ่เขียวขยับเก้าอี้ให้นาง คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวแนะนำ “นี่คือดาบไววิชุม่วงมือปราบวังหลวง” ทั้งสองประสานมือคารวะแก่กัน คุณชายบ้านสนเย็นกล่าวต่อว่า “กุลสตรีผีเสื้อหยกเป็นผู้ทำให้มุกมังกรที่ควรจะมูลค่าเจ็ดสิบหมื่นตำลึงกลายเป็นร้อยหมื่นตำลึง”
“นั่นเป็นเพราะท่านยื้อแย่งของอิสตรี”
คุณชายบ้านสนเย็นแย้มยิ้มกล่าวว่า “สุดท้ายชาวประมงคว้าไป”
“ผู้ใดเป็นชาวประมง?” กุลสตรีผีเสื้อหยกย้อนถาม
คุณชายบ้านสนเย็นอ้าปากจะเอ่ยวาจาเหลือบเห็นดาบไววิชชุม่วงขยิบตาเสกล่าวไปว่า “เอ่อ..ชาวประมงที่ไม่คิดจับปลาแต่กลับทอดแหเอามุกไปเม็ดหนึ่ง”
กุลสตรีผีเสื้อหยกหันมองดาบไววิชชุม่วง “ท่านคงกำลังสืบเสาะเรื่องนี้กระมัง?”
ดาบไววิชชุม่วงรีบส่ายหน้า “ข้าพเจ้าเพียงแวะเยือนสหาย หาได้เกี่ยวข้องเรื่องอื่น”
“กุลสตรีผีเสื้อหยกยังมีความสามารถปาเม็ดถั่ว” คุณชายบ้านสนเย็นเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
กุลสตรีผีเสื้อหยกหันขวับกล่าวว่า “เป็นปาแต่บุรุษที่กล่าววาจาระรานอิสตรี!” นางกล่าวแค่นั้นพลันขยับลุก “ข้าพเจ้ายังมีธุระไม่อาจอยู่ได้นานต้องขอลา”
คุณชายบ้านสนเย็นร้องขึ้นว่า “คืนแรมหนึ่งค่ำที่จะถึงบ้านสนเย็นมีงานเลี้ยงไม่ทราบท่านพอจะเป็นแขกข้าพเจ้าได้หรือไม่?”
กุลสตรีผีเสื้อหยกขมวดคิ้วครุ่นคิดชั่วครู่ค่อยกล่าวว่า “คืนนั้นข้าพเจ้ามีนัดแล้ว”
คุณชายบ้านสนเย็นร้องอ้อสีหน้าผิดหวังอยู่บ้าง กุลสตรีผีเสื้อหยกเลื่อนบานประตูแล้วชะงักหันมาประสานมือกล่าวว่า “ขอบคุณสำหรับอาหารมือนี้”
คุณชายบ้านสนเย็นประสานมืออ้าปากค้าง จากนั้นได้แต่แย้มยิ้มโคลงศีรษะไปมา กุลสตรีผีเสื้อหยกเดินจากไป ไผ่เขียวลุกขึ้นปิดประตูหันมาถามว่า “ท่านไม่เคยบอกว่าคืนแรมหนึ่งค่ำจะจัดงานเลี้ยง”
คุณชายบ้านสนเย็นแย้มยิ้มกล่าวว่า “หากนางตกลงรับคำ ข้าพเจ้าก็จะจัดทันที”
OOO
-๘-
ยาม ๓ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๙
นอกกำแพงวังอ๋องตะวันตก
นภามืดมิด
เงาเมฆมืดมิด
ทิวไม้มืดมิด
ทั่วแผ่นดินแผ่นฟ้าล้วนมืดมนอนธกาลราวโลกถูกย้อมด้วยสีดำล้ำลึก
เงาร่างสายหนึ่งโลดลิ่วมาดุจค้างคาวราตรี เห็นควันจาง ๆ ลอยขึ้นจากดงไม้มันพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว ชั่วอึดใจทิ้งกายลงข้างกองฟืนที่มอดไหม้ มันส่งเสียงแหบแห้ง
“แสดงตัว”
“ท่านมาผู้เดียว?”
“เราย่อมมาผู้เดียว เกรงแต่ท่าน..” ผู้มาเกร็งลมปราณตรวจสอบลมหายใจรอบข้างค่อยเห็นเงาร่างชุดดำปกปิดใบหน้าก้าวออกจากดงไม้ราวภูตพราย เงาร่างนั่นกล่าว
“ผังอาคาร”
ผู้มาล้วงพับผ้าจากอกเสื้อโยนออกไป มันคว้าไว้กล่าวว่า
“จากนี้ท่านทางที่ดีอย่าได้อยู่เบื้องหลังข้าพเจ้า ทั้งรักษาระยะห่างหนึ่งวา” อีกฝ่ายผงกศีรษะ มันส่งเสียง “เราไป!” ขยับกายแต่แล้วชะงักไว้หันมากล่าว “ท่านก่อน”
เสียงเล็กแหลมแหบแห้งราวคนป่วยเอ่ยถามว่า “แผนของท่านเป็นเช่นไร?”
“แผนของข้าพเจ้าคือไม่มีแผน” มันซุกผังอาคารวังอ๋องตะวันตกเข้าอกเสื้อ “ทุกประการล้วนแก้ไขเฉพาะหน้า หากวางแผนไว้สิ้นมีความเร้าใจใดหลงเหลือ”
“ดี! เราไป” กล่าวจบมันทะยานกาย เงาร่างอีกสายติดตามไปอย่างรวดเร็ว
วังอ๋องตะวันตกกินเนื้อที่กว้างใหญ่ ล้อมรอบด้วยกำแพงหิน ภายในมีตำหนักน้อยห้าสิบหลัง ตำหนักใหญ่ยี่สิบสามหลัง สระน้ำขนาดใหญ่สองสระ เมื่อเข้าสู่ภายใน ผู้ไม่คุ้นสถานที่มีแต่พลัดหลงไม่อาจจำแนกแยกแยะทิศทาง ส่วนหน้าเป็นที่ตั้งกองกำลังรักษาวังมีชื่อเสียงเกริกไกรเข้มแข็งดุจกองทัพใหญ่
เงาร่างสองสายโฉบข้ามกำแพงวัง สาดพุ่งไปเบื้องหลังแถวลาดตระเวนไร้ซุ่มเสียง
ตำหนักเอกอ๋องตะวันตกเป็นอาคารหลังใหญ่ตระหง่านง้ำในเงาราตรี
ความมืดอันลึกลับยังคงมนตร์เสน่ห์ทั้งน่าเกรงกลัวและน่าค้นหา มีแต่ในความมืดมิดทุกทิศทางแสงสว่างเพียงน้อยนิดจึงฉายคุณค่า
พลันเปลวไฟดวงเล็กสว่างวาบขึ้นเลื่อนไล้ไปบนผังอาคารตำหนักอ๋องอย่างรวดเร็ว มีนิ้วจิ้มลงบนผืนผ้าจากนั้นลากไปยังตำแหน่งกากบาท เงาดำผงกศีรษะพับแผ่นผ้าซุกเข้าอกเสื้อ เงาร่างสองสายทะยานไปตามระเบียง พุ่งขึ้นสู่ระเบียงชั้นบน โลดลิ่วดุจเหิรบิน ทุกฝีเท้าแผ่วเบาราวสัมผัสขนนก ขณะร่างโลดลิ่วกลับมีซุ่มเสียงกระซิบ “อย่าได้อยู่เบื้องหลังข้าพเจ้า”
เสียงที่แหบแห้งกระซิบตอบ “ต้องการเยี่ยงนั้นท่านแค่ลดความเร็วลงสักเล็กน้อย”
บานหน้าต่างถูกแง้มขึ้นเงาร่างทั้งสองโผพุ่งเข้าไป จากนั้นโลดแล่นไปตามช่องทางเดินภายในอาคารวกลงเบื้องล่าง ชั่วอึดใจถึงช่องทางใหญ่มีแสงโคมสลัวราง เงาร่างดำขยับหมายทะยานผ่านไป อีกเงาขวางแขนไว้ “ไม่ได้!” มันกวาดตามองผนัง “หรี่ตามองผนัง ท่านจะเห็นเงาจาง ๆ นั่นคือตำแหน่งสามารถวางเท้า พ้นจากนั้นล้วนกระทบกลไก” มันเว้นเสียงชั่วขณะก่อนกล่าวย้ำ “เห็นหรือไม่?” อีกฝ่ายผงกศีรษะ “เราไป”
ร่างทั้งสองทะยานไปบนผนัง โผหยุดยืนตรงสุดทาง ข้างหน้าเป็นทางตัดมีเสียงฝีเท้า ทั้งสองหันมองกัน เป็นยามรักษาการเดินผ่าน มันเหลียวมองสำรวจตรวจตราเห็นช่องทางทอดยาวในเงามืด มันก้าวเท้าเดินต่อไป เงาร่างทั้งสองพลิ้วลงจากเพดาน ลัดเลี้ยวไปตามเส้นทางที่ยามรักษาการผ่านมา ตรงสุดช่องทางมียามสองคนเฝ้าประตูห้อง เงาร่างทั้งสองแฝงกายในความมืด “ท่านคอยอยู่นี่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปเอาภาพเขียน”
“ไม่ได้” เสียงแหบแห้งกล่าว “ข้าพเจ้าเข้าไปด้วย!”
อีกฝ่ายไม่โต้ตอบวาจาเพียงผงกศีรษะ จากนั้นทั้งสองพุ่งกายออกจากเงามืด
ยามรักษาการทั้งคู่เพียงเห็นเงาร่างวูบถึงเบื้องหน้าจากนั้นไม่อาจขยับเขยื้อน พวงกุญแจห้องถูกคว้าไป มันได้แต่เหลือกตามอง เห็นคนในชุดดำไขกุญแจเปิดประตูเดินเข้าห้องเก็บวัตถุสะสมล้ำค่าที่มันเฝ้ารักษาราวเดินเข้าห้องครัวบ้านตนเอง
แท่งไฟสว่างวาบขึ้นอีกครา จากนั้นถูกชูขึ้นเลื่อนไล้ไปตามผนังห้องประดับประดาด้วยภาพเขียนเลื่องชื่อ ภาพลายมือยอดกวีหลี่ไป๋ ตู้ฟู่ ลี้แป๊ะ จนหยุดอยู่ที่ภาพโฉมงามใบหน้าสะคราญชวนฝันในชุดอาภรณ์บางเบาขับเน้นเรือนร่างระหงอรชร เขียนบนกระดาษด้วยหมึกสีสดราวเพิ่งเขียนเสร็จวันวาน ถ่วงไว้ด้วยปล้องไผ่ลำเล็กสีซีด คนชุดดำปลดกระบอกไม้ผูกสะพายไหล่ออก ปลดภาพเขียนม้วนใส่ จากนั้นทั้งสองก้าวออกจากห้อง
ยามรักษาการเหลือบมองคนชุดดำเดินมาหยุดตรงหน้า ยินมันกล่าวว่า “เพื่อไม่ให้พี่ท่านทั้งสองต้องรับโทษหนัก ข้าพเจ้าขอทำร้ายพี่ท่านทั้งสองเล็กน้อย รักษาตัวสักหลายวันก็จะทุเลา ขอพี่ท่านทั้งสองอภัยด้วย” ยามรักษาการตาลุกโพลงกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกก่อนทรุดกองกับพื้น
เงาร่างทั้งสองโลดลิ่วไปตามช่องทางที่เข้ามา ผ่านช่องทางใหญ่ทั้งคู่แยกกันทะยานไปบนผนัง พลันมีห่าเกาทัณฑ์พุ่งออกจากผนัง ทั้งสองหมุนกายสะบัดฝ่ามือออกสะบั้นเกาทัณฑ์ล่วงหล่น ทันทีตกถึงพื้น บนพื้นปรากฏปลายทวนพุ่งสวนขึ้นมา มีเสียงร้อง “กลับ!” คนชุดดำทั้งคู่ใช้ปลายเท้าสะกิดคันทวนพุ่งกายกลับ ส่งฝ่ามือออกสะบั้นคันทวนขวางหน้า ทันทีที่ปลายทวนหักตกสัมผัสพื้นปรากฏทวนพุ่งสวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เงาร่างทั้งสองพลิกพลิ้วอยู่กลางอากาศ หลบหลีกปลายทวนที่พุ่งขึ้น ทะยานกลับลงมายืนเห็นทั้งช่องทางเต็มด้วยคันทวน คมทวนสะท้อนประกายวาวแวว มีเสียงเอ่ยถาม “มีทางอื่นหรือไม่?”
“ทางที่ทหารยามใช้กับอีกเส้นทางที่ไม่กระจ่างชัด” เสียงแหบแห้งกล่าว
“ใช้ทางหลัง” อีกเสียงกล่าวในทันที “ท่านนำ!”
เงาร่างดำผงกศีรษะขยับกายทะยานออกโดยมีอีกร่างติดตามกระชั้นชิด เงาร่างทั้งสองโลดแล่นลดเลี้ยวลงลึกไปตามช่องทางที่ค่อยปรับเปลี่ยนจากผนักอาคารเป็นโพลงศิลาอับชื้น “นี่คงเป็นเส้นทางหนีภัยของอ๋องตะวันตก” เสียงที่แหบแห้งร้องอืมม์ “ขอแผนผัง” อีกฝ่ายล้วงมือในอกเสื้อส่งพับผ้าให้ พินิจชั่วครู่เสียงที่แหบแห้งจึงกล่าว “เรามาสุดเส้นทางในแผนผังแล้ว จากนี้ได้แต่คลำหาทางออก” มันหยุดชั่วครู่ค่อยกล่าวถามว่า “ท่านไยจึงเลือกเส้นทางนี้?”
“เป็นท่านสะกิดถูกกลไกใช่หรือไม่?”
“เรื่องนั้น..”
“ท่านต้องการบีบให้ข้าพเจ้าเลือกเส้นทางที่ทหารยามใช้” อีกฝ่ายกล่าวสอด “จากนั้นจึงใช้กำลังทหารล้อมจับ”
“ท่านระแวงเกินไปแล้ว”
“ข้าพเจ้าหาได้ระแวง เป็นท่านที่กล่าวว่าจะจับตัวข้าพเจ้าส่งทางการ”
“นั่นเพราะท่านไม่ยินยอมร่วมงานนี้”
“ไม่แน่” คนชุดดำขยับเชือกกระบอกใส่ภาพเขียนให้กระชับตัว “ท่านอาจข้ามคลองเผาสะพาน ข้ามแม่น้ำถีบส่งหัวเรือ”
“เช่นนั้นท่านพึงระมัดระวังให้มากไว้” เสียงที่แหบแห้งกล่าว จากนั้นสะกิดเท้าโผไปในโพลงศิลา
ทั้งสองโลดแล่นถึงทางแยก คนชุดดำยกฝ่ามือตรวจสอบเส้นทาง ร้องว่า “ทางนี้” มันรอให้อีกฝ่ายทะยานออกจึงติดตามไป
“ไยท่านเลือกทางนี้?”
“ช่องทางโน้นอากาศนิ่ง ส่วนทางนี้มีความเย็นบางเบา เท่ากับเชื่อมโยงอากาศภายนอก”
โลดแล่นพักใหญ่เส้นทางสิ้นสุดที่ปล่องหินทอดขึ้นสู่เบื้องบน “ที่แท้เป็นบ่อน้ำ” เสียงที่แหบแห้งพึมพำ อีกฝ่ายส่งเสียงกระซิบ “อย่าได้ส่งเสียง ปากทางต้องมียอดฝีมือวังตะวันตกอารักขา” ทั้งสองสะกิดเท้าไปบนแง่งหิน ทะยานขึ้นสู่ปากบ่อ เห็นกระท่อมตะคุ่มในเงามืด ทั้งคู่เกร็งลมปราณใช้วิชาตัวเบาทะยานไปอย่างรวดเร็ว
ห่างไกลสักระยะจึงโฉบลงที่ชายป่า
“ท่านเอาภาพเขียนไป” คนชุดดำดึงม้วนภาพเขียนออกจากกระบอก ชักปล้องไผ่ใช้ถ่วงภาพเขียนออกสอดเข้าในกระบอกจากนั้นปิดฝา ม้วนภาพเขียนยื่นให้อีกฝ่าย
“ท่านไม่คิดว่าข้าพเจ้าอาจสาบสูญไปพร้อมภาพเขียน?”
“คิด”
“เช่นนั้นไยมอบภาพเขียนให้ข้าพเจ้า ท่านนำไปปล่อยตลาดมืดเองย่อมได้”
“ราคาทางท่านดีกว่าข้าพเจ้า”
“แต่ท่านอาจไม่ได้อะไรเลย”
“ข้าพเจ้าย่อมมีปัญญาสืบเสาะหาท่านภายหลัง”
“ท่านมั่นใจ?”
“อืมม์”
“จัดส่งส่วนแบ่งท่านเยี่ยงไร?”
คนชุดดำยื่นถุงหนังให้ “หน้าเหลาชมจันทร์มีถังอยู่ใบหนึ่ง วันขึ้นหนึ่งค่ำตอนเที่ยงวันท่านให้คนนำเงินใส่ถุงนี้ไปทิ้งไว้”
“หากถูกผู้อื่นหยิบฉวย?”
“นั่นย่อมถือว่าท่านจัดส่งแล้ว”
“ได้!”
สิ้นเสียงคนทั้งสองทะยานแยกจากกัน เงาร่างหายไปในม่านวิกาล
OOO
-๙-
ราตรีคล้อย ดวงดาวลอยเลื่อน
สายลมลูบไล้กิ่งไม้ใบไม้แผ่วเบา
เงินพวงหนึ่งไม่ได้หลับนอน มันดูแลเวรยามจวบสว่าง กระทำเยี่ยงนี้นับแต่มุกมังกรถูกพบเป็นของปลอม ความผิดพลาดครานี้กระทบกระเทือนชื่อเสียงสำนักเทิดธรรมใหญ่หลวง เถ้าแก่กลับไม่ตำหนิมันแม้สักถ้อยคำ มันมีแต่ต้องตำหนิตนเอง นับจากวันนั้นเงินพวงหนึ่งสั่งเพิ่มเวรยาม มันหลับนอนเพียงชั่วครู่ก็ตื่นตรวจตราจนรุ่งเช้า
ยังออกคำสั่งหน่วยงานลับของสำนักติดตามร่องรอยผู้ต้องสงสัย โดยเฉพาะกุลสตรีผีเสื้อหยกที่ออกจากห้องประมูลไปก่อนผู้อื่น ผ่านหลายวันยังไม่พบพิรุธ มีแต่จับตัวมือขโมยเทพยดาให้ได้จึงสามารถกู้ชื่อเสียงสำนัก แต่เบาะแสอยู่ที่ใด? กระทั่งมือปราบวังหลวงจนป่านนี้ยังไม่อาจจัดการ ยิ่งมามันยิ่งร้อนรุ่มใจ
เงินพวงหนึ่งขณะครุ่นคิดจนเคลิบเคลิ้มพลันยินเสียงชายเสื้อปะทะลม ทั้งร่างหามีส่วนใดขยับกลับละลิ่วขึ้นตีลังกาสามตลบหยั่งเท้าบนกระเบื้องหลังคาแผ่วเบา มันมองทางต้นเสียง เห็นเงาร่างสายหนึ่งโผผกมาราวปักษาราตรี โฉบลงตึกเถ้าแก่พักอาศัย เงินพวงหนึ่งเบิกตาลุกโพลงสะกิดฝ่าเท้าบนกระเบื้องหลังคาหนึ่งครั้ง ยอดไม้หนึ่งครั้งก็ทิ้งร่างลงเบื้องหน้าผู้บุกรุก
ผู้มาสวมอาภรณ์ดำทั้งร่างปกปิดใบหน้าเห็นเพียงดวงตา เงินพวงหนึ่งกล่าวเสียงเฉื่อยชา
“แวะเยือนสำนักเทิดธรรมก่อนสางเยี่ยงนี้มีธุระด่วนกระมัง?”
ผู้มาไม่กล่าววาจากลับถลันเข้าภายในตึก เงินพวงหนึ่งฟาดฝ่ามือออกสกัด ผู้มาเบี่ยงกายหลบสลับฝ่ามือใช้ออกด้วยกระบวนท่าอรหันต์โปรยทาน เงินพวงหนึ่งสะท้านกายรั้งฝ่ามือกลับสะบัดดาบที่ข้างเอวออกจู่โจมพริบตาหลายสิบกระบวนท่า ประกายดาบสีเงินยวงห้อมล้อมคนชุดดำแน่นหนา เงินพวงหนึ่งเร่งเร้าท่าร่างพุ่งดาบใส่ใบหน้าคนชุดดำ มันเบี่ยงศีรษะหลบ ปลายดาบตวัดถูกผ้าพันศีรษะปอยผมยาวสยายออก เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เงินพวงหนึ่งตกตะลึง
“กุลสตรีผีเสื้อหยก!”
“ใช่! เป็นเรา” กุลสตรีผีเสื้อหยกกระชากเสียง “เป็นเราแล้วเป็นไร?”
“ที่แท้มือขโมยเทพยดาที่ผู้คนไม่เคยพบหน้าเป็นอิสตรี”
“เฮอะ! ท่านว่ากระไร!?” กุลสตรีผีเสื้อหยกร้อง “เราคือมือขโมยเทพยดา?”
“เยือนสถานที่ผู้คนยามวิกาลเยี่ยงนี้ท่านคิดว่าเป็นใคร?”
“เฮอะ! เราเป็นมือขโมยเทพยดา ท่านก็เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว” กล่าวจบกุลสตรีผีเสื้อหยกกลอกตาคล้ายเคยยินวาจาเช่นนี้จากที่ใด? เงินพวงหนึ่งกระชับดาบในมือกล่าวว่า
“เข้าสำนักเทิดธรรมครั้งนี้ท่านอย่าหวังหลุดรอดกลับไป” กล่าวจบมันขยับกาย แต่แล้วพลันชะงักยินเสียงร้องจากด้านหลัง
“หยุดไว้!”
เถ้าแก่เทิดธรรมยืนมือไพล่หลัง กล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าทั้งคู่ตามเรามา” กล่าวจบหันกลับเข้าตัวตึก
ห้องเขียนอักษรจุดโคมไฟสว่างเรือง ภาพเขียนพยัคฆ์หมอบเชิงผาแขวนผนัง เบื้องหน้าเป็นโต๊ะเขียนอักษร เถ้าแก่เทิดธรรมใบหน้าซีดเซียวนั่งเอนหลังพิงพนัก คนทั้งคู่เดินเข้ามาประสานมือคารวะ
“พวกเจ้านั่ง”
ทั้งสองขยับเก้าอี้นั่งลง เงินพวงหนึ่งหันมองกุลสตรีผีเสื้อหยกด้วยสีหน้างงงวย เถ้าแก่เทิดธรรมกล่าวกับกุลสตรีผีเสื้อหยก
“ของ”
กุลสตรีผีเสื้อหยกล้วงม้วนกระดาษออกยื่นให้ เถ้าแก่เห็นม้วนกระดาษแก้วตาขยายกว้างไม่ทราบเป็นยินดีหรือตื่นตะลึง รับม้วนกระดาษคลี่ออกแล้วส่ายหน้า กุลสตรีผีเสื้อหยกรีบถามว่า
“เป็นของปลอม?”
“เป็นภาพไซซีของแท้ไม่แปลกปลอม”
“เช่นนั้น..”
“ปล้องไผ่ถ่วงภาพอยู่ที่ใด?” เถ้าแก่ถาม
กุลสตรีผีเสื้อหยกขมวดคิ้ว กล่าว “คนผู้นั้นเอาไป”
เถ้าแก่ส่ายหน้าอีกครา “คุณค่าของภาพเขียนอยู่ในปล้องไผ่นั่น”
กุลสตรีผีเสื้อหยกตกตะลึงร้องอ้อ เถ้าแก่กล่าวต่อว่า “ในนั้นเต็มด้วยเพชรสีชมพูที่ยากประเมินค่า”
กุลสตรีผีเสื้อหยกเบิกตาลุกโพลงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “จะต้องจับตัวให้ได้!”
“หลุดมือครั้งนี้เกรงมันหายสาบสูญ”
“มันยังมีนัดรับเงินส่วนแบ่ง”
“เป็นที่ใด? เมื่อใด?” เถ้าแก่ยกเอวจากพนักพิง
กุลสตรีผีเสื้อหยกล้วงถุงหนังยื่นออก “วันขึ้นหนึ่งค่ำเวลาเที่ยงวัน ใส่เงินในถุงหนังใบนี้นำทิ้งถังหน้าเหลาชมจันทร์”
“ดี!” ประกายตาเถ้าแก่เจิดจ้า “เงินพวงหนึ่งเจ้าเก็บถุงนั่นไว้”
เงินพวงหนึ่งรับถุงหนังจากกุลสตรีผีเสื้อหยก นางขยับกายลุกขึ้นประสานมือกล่าวว่า
“เสร็จธุระแล้วข้าพเจ้าขอลา”
“วันขึ้นหนึ่งค่ำเจ้าจะมาหรือไม่?”
“คนผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมนัก ข้าพเจ้าย่อมต้องการมาชมดู” กล่าวจบนางหันกายจากไป เถ้าแก่มองตามเงาหลังนางด้วยแววตาเป็นประกาย รอจนนางพ้นประตูสักครู่จึงกล่าวกับเงินพวงหนึ่ง
“นำตั๋วแลกเงินยี่สิบห้าหมื่นตำลึงใส่ถุงใบนี้ แล้วนำทิ้งถังตามนางว่า” เงินพวงหนึ่งผงกศีรษะสีหน้ายังงุนงงสงสัย เถ้าแก่กล่าวต่อ “อย่าลืมทำเครื่องหมายบนตั๋วแลกเงินทุกใบ” เอนหลังพิงพนักกล่าวสืบไป “บอกมือปราบวิชชุม่วงมาพบเรา วางแผนจับกุมมือขโมยเทพยดา”
“ท่านพบมือขโมยเทพยดา?”
เถ้าแก่ส่ายหน้า “ไม่ใช่เรา แต่เป็นนาง”
“กุลสตรีผีเสื้อหยก?”
“อืมม์” เถ้าแก่กล่าวว่า “นางเป็นธิดาคนเล็กของเรา เสียดายเป็นสตรีกลับชมชอบฝึกยุทธ์”
เงินพวงหนึ่งเลิกคิ้วเผลอมองกลับที่ประตู ยินเสียงเถ้าแก่กล่าวอีกว่า “เจ้าเองสมควรดีต่อนางให้มากไว้ เราไม่มีบุตร ไม่แน่อาจเป็นพ่อสื่อให้เจ้า”
OOO
![]()
ธุลีดิน กล่าว
ทดสอบ
http://tuleedin.wordpress.com/talk2din/